Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002283542
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
59
1250
14470
14470
28670
53380
2283542

Forecast Today
1512

4.60%
12.69%
3.24%
3.05%
0.03%
76.39%
Online (15 minutes ago):10

Your IP:54.242.25.198

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 61 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "อนุปุพพธรรม ๗ ประการ"

สารบัญ

           ก่อนที่จะได้ฟังธรรมะในภาคของการประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ขอให้ญาติโยม คณะครูบาอาจารย์ทุกรูป ตลอดถึงสามเณรทุกรูปได้นั่งสมาธิฟัง ตั้งใจนั่งสมาธิฟังนั่งคู้บัลลังก์ หรือเราถนัดในการนั่งพับเพียบ ทางอุบาสกอุบาสิกาเราก็นั่งมือขวาทับมือซ้าย ขาขวาทับขาซ้ายตั้งกายของเราให้ตรงทำจิตของเราให้มั่นคง เงี่ยโสตประสาท คือหูของเรานั้นสดับรับฟัง อันจะยังโลกียปัญญา หรือว่าโลกุตตรปัญญาให้เกิดขึ้นในจิตในใจของเรา

           วันนี้ ก่อนที่จะได้กล่าวธรรมะก็ขออนุโมทนาสาธุการที่พระอาจารย์มหาสำลี กิตฺติปญฺโญ ซึ่งเป็นประธานสงฆ์ในสถานที่แห่งนี้ แล้วก็มีพระอาจารย์จันลา รวิวณฺโณ แล้วก็คณะอาจารย์ผู้เป็นอาจารย์กรรม ได้มาเสียสละมาจัดการประพฤติปฏิบัติธรรม ประพฤติวุฏฐานวิธีเข้าปริวาสกรรมในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเมตตาธรรมของคณะครูบาอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าการจัดประพฤติปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรมนั้นเป็นของหาได้ยาก การที่บุคคลจะเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนให้ครบบริบูรณ์เหมือนกับวัดปัจฉิมวันนี้หายาก มีการเผยแผ่ทั้งนักธรรม นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ธรรมศึกษาตรี-โท-เอก ตลอดถึงเปิดโอกาสให้เรียนบาลีอันเป็นพุทธวจนะ คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงกระนั้นท่านก็ยังไม่ปล่อยปละละเลยไม่ทอดธุระทางโลก ท่านก็เปิดโอกาสให้บุตรหลาน คือภิกษุสงฆ์ สามเณรให้ศึกษาปริยัติสามัญ ได้เรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย หรือว่าได้ศึกษาทางโลก ถึงกระนั้นท่านก็ยังไม่ปล่อยปละละเลยในการที่จะพิสูจน์ตนในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พาลูกพาหลาน พาลูกพระ ลูกเณรได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ซึ่งเรากำลังประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้ เดินจงกรมขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอนี้ ถือว่าเราประพฤติทั้งสมถะและวิปัสสนา เรียกว่าท่านเอาใจใส่ทั้งปริยัติทั้งปฏิบัติเพื่อยังปฏิเวธธรรมอันเป็นแก่นของพระศาสนา อันเป็นที่สุดของพระศาสนานั้นให้เกิดขึ้นในจิตใจของพระสงฆ์ สามเณร เพราะฉะนั้นจึงถือว่าเป็นวัดที่หาได้ยาก ที่เอาใจใส่ในการศึกษาของพระสงฆ์ สามเณร เอาใจใส่ในการทะนุบำรุงพระธรรมวินัย เอาใจใส่ในการปรับปรุงจิตใจของสามเณรให้เป็นผู้ศรัทธา ให้เป็นผู้เลื่อมใสในพระศาสนาอย่างมั่นคง เพราะฉะนั้นจึงขออนุโมทนาสาธุการพระอาจารย์มหาสำลี กิตฺติปญฺโญ พร้อมด้วยพระอาจารย์จันลา รวิวณฺโณ พร้อมด้วยคณะ ที่เสียสละประโยชน์สุขส่วนตนมาบำเพ็ญประโยชน์อันกว้างใหญ่ไพศาล ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา

           วันนี้กระผมก็จะน้อมนำเอาธรรมะที่ท่านกล่าวไว้ว่า อนุปุพพธรรม ๗ ประการ ธรรมอันเป็นไปตามลำดับ เพื่อให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน การประพฤติปฏิบัติธรรมที่คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมกำลังประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ เราประพฤติไปตามลำดับๆ เพราะว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านกล่าวไว้ว่าเป็นพระธรรมที่ลาดเอียงไปตามลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนกับภูเขาขาด ลาดเอียงไปตามลำดับสุขุมลุ่มลึกไปตามลำดับ มีการโอน มีการเอียง มีการลาดไปสู่มรรคผลพระนิพพานไปตามลำดับ เพราะฉะนั้นการที่คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยมมาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้จึงถือว่าเรามาตามลำดับ อย่างเช่นการเข้ามาบวช ก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนทางกาย เป็นการพักผ่อนทางจิต แต่ก่อนโน้นเราไม่ได้บวช เราก็พากายของเราไปทำไร่ไถนา ทำสวนทำไร่เราก็พากายของเราไปประกอบเป็นนักธุรกิจบ้าง เป็นพ่อค้าบ้าง เป็นตำรวจ เป็นทหาร เรียกว่าพากายของเราไปทำการทำงานเพื่อเลี้ยงชีวิตของเรา กายของเรามันก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จิตของเราที่ประกอบการค้าการขายต่างๆ ก็ปรุงแต่งในการงานของตนเองว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้กำไร การค้าถึงจะออกมาดี จิตของเราก็ไม่ได้พักผ่อน แต่เมื่อเราบวช เรามาถือศีล ๘ เราก็ละการอาชีพต่างๆ ทำให้กายของเราได้พักผ่อน ทำให้จิตของเราหายการปรุงแต่ง อันนี้เรียกว่าประการแรกที่เราได้จากการบวช

           ประการที่สองเราก็ได้เว้นจากการกระทำบาปทั้งหลายทั้งปวง แต่ก่อนโน้นเราอยู่บ้านเราอาจจะหาปลา หากุ้ง หาหอยมาเลี้ยงครอบครัวของเรา มาเลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน เลี้ยงพ่อ เลี้ยงแม่ เลี้ยงสามีภรรยา บางครั้งเราก็อาจจะทำปาณาติบาต ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่ากุ้งหอยปูปลา กายของเราก็ระคนด้วยบาป กายของเราก็เกลือกกลั้วด้วยอกุศลกรรม กายของเราก็เป็นกายไม่บริสุทธิ์ เป็นกายที่เปรอะเปื้อนด้วยบาปธรรม แต่เมื่อเรามาประพฤติปฏิบัติธรรม มาบวช กายของเราก็เป็นกายบริสุทธิ์เบื้องต้น เพราะว่าเราบวชเว้นจากบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวง กายของเราเป็นกายบริสุทธิ์ วาจาของเราก็เป็นวาจาบริสุทธิ์ ก็เป็นภาชนะทองรองรับเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ นี้เรียกว่าประโยชน์ของการบวช

           ประการที่ ๓ เมื่อเราบวชเข้ามาแล้วเราก็ยังเห็นพระ เห็นเณร เห็นปะขาว เห็นแม่ชี เพื่อนสพรหมจารีไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เดินจงกรมนั่งภาวนา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจของเราเยือกเย็น แต่ก่อนโน้นเราเห็นคำเถียงกัน คำด่ากัน คำแย่งชิงกัน คำพูดเพื่อจะประกอบกิจการงาน เพื่อที่จะได้ผลกำไรต่างๆ เรียกว่าพูดเพื่อที่จะเอาผลประโยชน์ใส่ตนเองเป็นส่วนมาก แต่เมื่อเรามาวัดแล้ว เราก็เห็นพระสงฆ์สามเณรพูดเรื่องการให้ทาน การเสียสละ พูดเรื่องการรักษาศีล พูดเรื่องการเจริญภาวนา พูดธรรมะต่างๆ นาๆ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเกิดความคิดต่างๆ นี้เรียกว่าเราได้ความรู้มากมายจากการบวช

           นอกจากเราจะเว้นจากบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงแล้วก็ยังเป็นที่เจริญปัญญา เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา การบวชมีอานิสงส์มากมายอันนี้ประการแรกที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมให้ถึงซึ่งพระนิพพานโดยตรง เป็นทางตรงนั้นเราต้องบวชเสียก่อน เราไม่บวชกาย เราต้องบวชใจ แต่ว่าการบวชกายเป็นอันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้เผยแผ่พระศาสนา พระองค์ทรงยังสาวกทั้งหลายทั้งปวงให้บวช ประกาศเป็นเอหิภิกขุปสัมปทาบ้าง บวชด้วยญัตตุจตุตถกัมมวาจาบ้าง บวชด้วยการบวชต่างๆ เพื่อที่จะให้บุคคลผู้ปรารถนาการพ้นทุกข์นั้นได้ดำเนินไปตามปฏิปทาแห่งความพ้นทุกข์ที่แท้จริง

           การบวชก็ถือว่าเป็นประการที่หนึ่งในการที่เราจะใช้เดินออกไปจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ญาติโยมที่เกิดขึ้นมาล้วนมีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น จะเป็นเด็กก็ทุกข์ จะเป็นวัยกลางคนก็ทุกข์ จะเป็นคนเฒ่าคนแก่ก็ทุกข์ จะเป็นคนร่ำรวยมีเงินมีทองก็ทุกข์ จะเป็นคนจนก็ทุกข์ หรือว่าคนมีรูปร่างหน้าตาสดสวยงดงาม มีผิวพรรณงาม มีเสียงไพเราะมียศถาบรรดาศักดิ์ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน ไม่มีใครเลยที่จะประกาศว่าตนเองไม่เป็นทุกข์นอกจากพระขีณาสพ พระอรหันต์ ซึ่งท่านหมดทุกข์ใจ แต่ว่าทุกข์กายสังขารทุกข์ก็ยังมีอยู่ ขันธ์ทั้ง ๕ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ยังมีอยู่ แต่ว่าใจของท่านพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง

           ความทุกข์ ไม่ทุกข์กายก็ทุกข์ใจ ทุกคนต้องเจอ เพราะฉะนั้นเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ก็เพื่อจะพ้นไปจากความทุกข์ เพื่อที่จะบรรเทาจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง การบวชนี้จึงเป็นปฏิปทาเป็นหนทางเบื้องต้นที่เราจะใช้ก้าวเดินเพื่อที่จะไปถึงซึ่งพระนิพพาน

           ประการที่สองท่านกล่าวว่าเป็นผู้ตั้งมั่นในศีล ศีลนั้นเราอาจจะรับจากพระบ้าง เราอาจจะรับจากเณรบ้าง อาจจะสมาทานเองบ้าง แต่เมื่อเราสมาทานแล้วเราไม่รักษา เราไม่ทำให้ศีลนั้นตั้งมั่นในจิตในใจ การสมาทานนั้นก็เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้นการสมาทานศีล การรักษาศีลนั้นเราต้องเพียรรักษาให้ดี ท่านกล่าวว่าผู้ปรารถนาการบรรลุมรรคผลนิพพานในขั้นสูงสุด บุคคลนั้นควรรักษาศีลของตนเองให้ดี ท่านอุปมาอุปมัยเหมือนกับคนมีตาข้างเดียว เมื่อมีตาข้างเดียวต้องคอยระมัดระวังตาของตนเองที่เหลืออยู่ข้างเดียวนี้ให้ดี อย่าให้มันบอด อย่าให้มันเสียหาย อย่าให้มันพิกลพิการไป

           บุคคลผู้รักษาศีลก็เหมือนกันพึงรักษาศีลของตนเองนั้น ให้เหมือนกับบุคคลผู้มีตาข้างเดียวรักษาตาของตนเอง แล้วก็บุคคลผู้ปรารถนาพระนิพพานนั้นต้องรักษาศีลของตนเองเหมือนกับรักษาชีวิต บุคคลผู้หวงแหนชีวิตของตนไม่อยากตายฉันใด บุคคลผู้ปรารถนาพระนิพพานควรที่จะหวงแหนศีลของตนเอง ไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่าง ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้พร้อย ไม่ให้เสียหายไป เหมือนกับบุคคลผู้รักษาชีวิตของตนเอง เพราะฉะนั้นการรักษาศีลนั้นจึงถือว่าเป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์ บุคคลผู้จะปรารถนาความพ้นทุกข์ก็ต้องรักษาศีลอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ให้ดี ถ้าเรารักษาศีลอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ไม่ได้ เราอยากจะพ้นทุกข์อย่างไรๆ เราก็พ้นไม่ได้ เพราะว่าเหตุแห่งความพ้นทุกข์จริงๆ ก็คือศีลเป็นเบื้องต้น อาทิพรหมจรรย์ ก็คือการรักษาศีลให้บริสุทธิ์จึงมีการเข้าปริวาสกรรม สามเณรก็มีการเข้าปริวาสกรรมมาประพฤติปฏิบัติธรรมงานปริวาสกรรมก็ถือว่าเป็นการชำระศีลของเราให้บริสุทธิ์ เรามีการสมาทานศีล เรามีการอาราธนาศีลอยู่ทุกวันๆ ก็ถือว่าเรากระทำศีลของเราให้มั่นคง เรากระทำศีลของเราให้บริสุทธิ์ เราทำศีลของเราให้เป็นปรมัตถศีล เป็นศีลในองค์มรรค การประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยม สามเณรทุกท่านทุกคนพยายามสมาทานศีลแล้วรักษาศีลให้ดี ถ้าผู้ใดปรารถนาความสุขบุคคลนั้นพึงรักษาศีลเถิด    ถ้าผู้ใดไม่รักษาศีลแล้วปรารถนาความสุขอย่างไรๆ มันก็ไม่เกิดความสุขขึ้นมามีแต่ความวิปฏิสาร มีแต่ความเดือดร้อนมีแต่ความกระวนกระวาย มีแต่ความฟุ้งซ่าน มีแต่ความงุ่นง่าน มีแต่ความลุกลี้ลุกลนอยู่ตลอดเวลา ถ้าบุคคลใดตายไปในลักษณะอย่างนี้ก็ไปสู่อบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ยิ่งใกล้ตายคนไม่มีศีลก็ยิ่งเดือดร้อน ยิ่งใกล้ตายยิ่งป่วยทุรนทุรายยิ่งกระเสือกกระสนยิ่งเกิดความหมกไหม้อยู่ในจิตในใจอยู่ตลอดเวลา

           แต่ถ้าผู้ใดมีศีลบริสุทธิ์มีธรรมอันประพฤติดีแล้ว เวลาเจ็บ เวลาไข้ เวลาป่วยก็นอนดูความเจ็บไข้ นอนดูความป่วย นอนดูความเสื่อมไปของสังขารร่างกาย มันเสื่อมไปอย่างไรหนอ แขนขามันค่อยตายไป ปากมันค่อยตายไป หูมันค่อยตายไป ตามันค่อยตายไป เหลือแต่จิตแต่ใจมีสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เหมือนกับบุคคลผู้มองดูเทียนกำลังหมดไขเทียน กำลังหมดไส้มันค่อยไหม้ลงดับลงไป ในลักษณะอย่างนั้นไม่มีความสะทกสะท้าน ไม่มีความหวั่นว่าตายไปแล้วจะไปเกิดที่ไหน ถ้าบุคคลใดมีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์จะเป็นอย่างนั้น สามเณรก็ดี พระสงฆ์ทั้งหลายก็ดี ญาติโยมทั้งหลายก็ดีพึงรักษาศีลของตนเองอันเป็นอาทิพรหมจรรย์นั้นให้บริสุทธิ์ เพื่อความสุขของเรา เพื่อความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรม ท่านจึงกล่าวว่าทางแห่งความพ้นทุกข์นั้นก็คือ การตั้งมั่นในศีล ไม่ให้ศีลนั้นด่าง ไม่ให้ศีลนั้นพร้อย ไม่ให้ศีลนั้นขาด ไม่ให้ศีลนั้นทะลุ เรียกว่ารักษาศีลของตัวเองนั้นเหมือนกับรักษาชีวิตอันนี้เป็นประการที่สอง

           ประการที่สามท่านกล่าวไว้ว่า ต้องสังวรต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ต้องสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ผู้ใดอยากจะพ้นทุกข์ต้องสำรวมตาให้เป็น ต้องรู้จักสำรวมหูให้เป็นให้ได้ ต้องรู้จักสำรวมลิ้น สำรวมจมูก สำรวมกาย สำรวมจิตของตนให้เป็น ถ้าเราสำรวมอายตนะ สำรวมอินทรีย์ของเราไม่เป็นแล้วเราอยากจะบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างไรๆ มันก็บรรลุไม่ได้ เพราะอะไร เพราะการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นเกิดขึ้นมาจากการสำรวม เพราะว่าตาก็ถือว่าเป็นรูป เสียงก็ถือว่าเป็นรูป กลิ่นก็ถือว่าเป็นรูป การถูกต้องสัมผัสต่างๆ ก็ถือว่าเป็นรูป การรับอารมณ์ความดีความชั่วต่างๆ ก็ถือว่าเป็นนาม รูปนามที่เป็นรูปก็ดี เป็นเสียงก็ดี เป็นกลิ่นก็ดี เป็นรสก็ดี เป็นสัมผัสก็ดี หรือว่านามอันเป็นบุญเป็นบาปนี้ก็ดี นี้ถือว่าเป็นบ่อเกิดแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน ศีล สมาธิ มรรคผลนิพพานเกิดขึ้นเพราะรูป เกิดขึ้นเพราะเสียง เพราะกลิ่น เพราะรส เพราะสัมผัส เพราะอารมณ์ที่มากระทบกายและใจของเราถ้าเรากำหนดได้เห็นความเกิดดับของรูปของนามเหล่านี้แล้ว ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดศีล เกิดสมาธิ เกิดวิปัสสนา เกิดมรรค เกิดผลขึ้นมา เรียกว่าเรารู้แจ้งแทงตลอดซึ่งธรรมวินัยเราต้องอาศัยการสังวร การระวัง การสำรวมให้เห็นความเกิดและความดับของรูปของนาม

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.