Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002283553
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
70
1250
14470
14470
28681
53380
2283553

Forecast Today
1536

4.60%
12.69%
3.24%
3.05%
0.03%
76.39%
Online (15 minutes ago):11

Your IP:54.242.25.198

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 72 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติธรรม"

สารบัญ

           วันนี้ก็ถือว่าเป็นกรณีพิเศษที่กระผมมีโอกาสได้มากล่าวธรรมะให้แก่คณะครูบาอาจารย์ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมได้สดับรับฟัง ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงคณะญาติโยมได้นั่งสมาธิฟังเพราะว่าการนั่งสมาธิฟังนั้นก็สามารถที่จะได้ผลของการประพฤติปฏิบัติ ในขณะที่เราฟังเพราะว่าคณะครูบาอาจารย์ก็ประพฤติปฏิบัติธรรมพรุ่งนี้ก็จะได้ฟังแว่นธรรมเป็นราตรีสุดท้าย ก็แสดงว่าคณะครูบาอาจารย์ได้ขึ้นมานัตต์ไป ๕ วันแล้ว คืนนี้เป็นราตรีที่ ๕ พรุ่งนี้ก็เป็นราตรีที่ ๖ คณะครูบาอาจารย์ก็ต้องอัพภานกรรม เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายที่คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้มาร่วมประพฤติปฏิบัติธรรม

           การประพฤติปฏิบัติธรรมที่จะให้ผลนั้นเราต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ การประพฤติปฏิบัติธรรมที่สำคัญนั้นเราต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายนั้นเราต้องตั้งใจปฏิบัติธรรม เราจะยืน เราจะเดิน เราจะนั่ง เราจะนอน เราจะกิน เราจะดื่ม เราจะพูด เราจะคิด เราจะทำกิจอะไรๆ ก็ตามเราต้องตั้งสติไว้ให้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ แม้แต่การฟังธรรมก็เหมือนกัน เราก็ต้องตั้งสติไว้ที่หูของเรา “ได้ยินหนอๆ” หรือว่า “เสียงหนอๆ” อย่างใดอย่างหนึ่งจนกว่าเราจะเข้าสมาธิไป จนกว่ามันจะขาดความรู้สึกไปแต่ก็ขอให้เราจำให้ได้ว่ามันจะขาดความรู้สึกไปตอนผู้เทศน์ เทศน์ถึงเรื่องอะไร ญาติโยมบริกรรมไปถึงตอนพองหรือตอนยุบ ไปถึงตอนนั่งหรือตอนถูก มันดับลงไปตอนต้นพองกลางพองหรือสุดพอง มันดับลงไปตอนต้นยุบกลางยุบหรือสุดยุบอะไรทำนองนี้ พยายามจำให้ได้

           องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าผู้ใดสามารถจำการดับไปของรูปของนามให้ทันปัจจุบันธรรม ท่านกล่าวไว้ว่าเป็นเอนกานิสังสา ประมาณอานิสงส์นั้นไม่ได้ เราจะเอาสมบัติของมนุษย์หรือจะเป็นสมบัติของพระราชาก็ดี สมบัติของเศรษฐีก็ดี หรือว่าสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิมารวมกัน สมบัติของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ไม่เท่าอานิสงส์ของการจำได้ว่ามันดับไปตอนท้องพองหรือท้องยุบ ไม่เท่ากับอานิสงส์ของการเห็นรูปนามนั้นมันดับไปทันปัจจุบันธรรมครั้งเดียว อานิสงส์มันมากมายถึงขนาดนั้น หรือที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า แม้จะเอาสมบัติของเทวโลก เอาสมบัติของท้าวมหาราชทั้ง ๔ เอาสมบัติของพระอินทร์ หรือว่าท้าวสักกะ เอาสมบัติของเทวดาทั้ง ๖ ชั้น ชั้นยามา ชั้นดุสิตา ชั้นนิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดีมารวมกันทั้งหมด สมบัติของเทวดาทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เท่ากับอานิสงส์ของการเห็นอาการของรูปนามมันดับไปทันปัจจุบันธรรมอานิสงส์มันมากมายถึงขนาดนั้น ท่านกล่าวว่าอย่าว่าแต่สมบัติของเทวดา ท่านกล่าวถึงสมบัติของพรหมโลกทั้ง ๒๐ ชั้นเอามารวมกันก็ไม่เท่ากับอานิสงส์ของการเห็นความเกิดดับของรูปของนามทันปัจจุบันธรรมครั้งเดียว เพราะฉะนั้นญาติโยมสาธุชน คณะครูบาอาจารย์ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทุกท่านก็ขอให้เรานั้นจงมีสติ มีสัมปชัญญะในการฟังว่าเราจะดับไปตอนท้องพองหรือท้องยุบ ตอนต้นพองกลางพองหรือสุดพอง ตอนต้นยุบกลางยุบหรือสุดยุบ ถ้าเราจำได้ก็เป็นเอนกานิสังสา อานิสงส์นั้นเป็นอเนกประการเหนือที่จะพรรณนา อันนี้เป็นเบื้องต้นของการฟังธรรมและการประพฤติปฏิบัติธรรมที่คณะครูบาอาจารย์ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เราจะประพฤติอย่างไรจึงจะได้ผลของการประพฤติปฏิบัติธรรม

           การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า บุคคลประพฤติปฏิบัติธรรมจะให้ได้ผลของการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น บุคคลนั้นต้องมีคุณสมบัติหลายอย่างที่พิเศษโดยเฉพาะตา ท่านกล่าวว่าผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต้องมีถึง ๕ ตา คนธรรมดานั้นมี ๒ ตา มีตาซ้ายและตาขวา แต่บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมอยากจะได้ผลนั้นต้องมีถึง ๕ ตา ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมต้องประกอบด้วย ๕ ตา คือ

           ๑. โสตา แปลว่าผู้มีหูดี

           ๒. หันตา ไม่ลุตามอำนาจของกิเลส

           ๓. ขันตา มีความอดทนอย่างยอด

           ๔. คันตา มีการเตรียมตัวเพื่อจะไป

           ๕. รักขิตา มีการรักษาอย่างดี  

              บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมที่จะได้ผลของการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต้องมีถึง ๕ ตา ท่านกล่าวว่า โสตา แปลว่าผู้มีหูดี ในที่นี้หูนั้นถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญ บุคคลจะเรียนหนังสือ ป.๑ ป.๒ ป.๓ มัธยมต้น มัธยมปลาย ตลอดถึงศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโท หรือว่าจบด็อกเตอร์ก็ต้องใช้หู นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ หูนั้นถือว่าเป็นใหญ่ในการฟังเรียกว่าโสตินทรีย์ มีความสำคัญไม่แพ้ตา ไม่แพ้จมูก ไม่แพ้ลิ้น ไม่แพ้กาย ถ้าขาดหูเสียอย่างเดียวการกระทำอะไรก็ไม่สะดวก เช่นการเรียนหนังสือนี้ก็ต้องอาศัยหูเป็นอย่างมาก คนทั้งหลายทั้งปวงได้ปัญญาก็เกิดจากการมีหู เพราะฉะนั้นบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นท่านกล่าวว่าต้องเป็นผู้ที่มีหูดี คือต้องตั้งใจฟังต้องน้อมเอาคำสอนของครูบาอาจารย์ผู้แนะนำพร่ำสอนนั้นไปประพฤติปฏิบัติ เพราะว่าบุคคลผู้ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ ฟังด้วยดีก็เกิดปัญญา ทั้งที่เป็นโลกียปัญญา ทั้งที่เป็นโลกุตตรปัญญาก็เกิดขึ้นจากการฟัง

           เราระลึกนึกถึงในสมัยครั้งพุทธกาลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสเรียกสาวกของพระองค์ว่า สาวกา แปลว่าผู้ฟัง สาวกนั้นแปลว่าผู้ฟัง เพราะอะไร เพราะพระองค์นั้นทรงใช้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการแสดงพระธรรมเทศนา ยังพระศาสนาให้สถิตตั้งมั่น ยังปุถุชนคนทั้งหลายผู้ตั้งใจฟังนั้นให้ได้เป็นอริยชนก็เพราะการฟังธรรม เหมือนกับพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็อาศัยฟังธัมมจักกัปปวัตนสูตร อนัตตลักขณสูตร ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระเจ้าพิมพิสารก็ดี บริวารของพระเจ้าพิมพิสารก็ดี ก็ฟังธรรมนี้ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันตั้ง ๑๑ โกฏิ อีก ๑ โกฏิก็เป็นกัลยาณชน แม้แต่พระสารีบุตรก็อาศัยฟังธรรมจากพระอัสสชิก็ได้ดวงตาเห็นธรรม พระโมคคัลลานะก็อาศัยการฟังธรรมจนได้ดวงตาเห็นธรรม แม้แต่พระอานนท์ก็อาศัยฟังธรรมจากพระปุณณมันตานีบุตรจึงได้บรรลุดวงตาเห็นธรรม

           การฟังธรรมนั้นถ้าเราฟังด้วยดีก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นได้บรรลุธรรมถึงโลกุตรธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี หรือสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ เรียกว่าการฟังด้วยดีนั้นย่อมเกิดปัญญา เพราะฉะนั้นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมควรที่จะฟัง ใช้สติ ใช้สัมปชัญญะ ขณะที่เราฟังเราก็กำหนด “ได้ยินหนอๆ” ตั้งสติไว้ที่โสตประสาทของเราตรงที่แก้วหูของเรา เมื่อเราตั้งสติไว้อย่างนั้นใจเราไม่ส่งไปถึงเสียงแห่งผู้พูดเรามีสติตั้งอยู่ ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน เสียงสักแต่ว่าเสียง เห็นเสียงนั้นเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เห็นเสียงนั้นเป็นรูปเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ใจที่กำหนดรู้เสียงนั้นเป็นสักแต่ว่านามเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป สติของเรามันตั้งมั่น เมื่อสติของเราตั้งมั่นเราจะมีความรู้สึกว่าเสียงนั้นมันเป็นรูปไหลเข้าไปในหูของเรา ไหลเข้าไปๆๆ เหมือนกับท่อน้ำไหลเข้าไปในหูของเรา เสียงนั้นมากระทบที่โสตประสาทของเรา เราก็กำหนด “ได้ยินหนอๆ” มือของเรามันแน่นเข้า ตัวของเรามันแข็งเข้า ความรู้สึกมันน้อยลงไปๆๆ ละเอียดลงไปๆๆ สมาธิของเรามันเพิ่มขึ้น สติของเรามันเพิ่มขึ้น ความรู้สึกมันเบาลงเล็กลงๆๆ เสียงมันชัดขึ้นๆๆ มันก็ดับลงไป แต่ให้เราจำไว้ว่ามันดับลงไปตอนท้องพองหรือท้องยุบ ผู้เทศน์ เทศน์ถึงเรื่องอะไร อันนี้เรียกว่าบุคคลที่ชื่อว่ามีหูดี เป็นผู้มีโสตา เป็นผู้มีหูดี

           ประการที่ ๒ ท่านกล่าวว่าหันตา ไม่ลุตามอำนาจของกิเลส คือในขณะที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น บางคนบางท่านก็คิดว่าเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมกิเลสก็คงจะน้อยลง ความโกรธก็คงจะน้อยลง ความโลภก็คงจะน้อยลง ความหลงก็คงจะน้อยลงแต่หาเป็นอย่างนั้นไม่ เพราะว่าบุคคลบางคนเวลามาประพฤติปฏิบัติธรรมแต่ก่อนโน้นไม่เคยสังเกตว่าความโกรธมันเป็นอย่างไร ความโลภ ความหลงมันเป็นอย่างไร ราคะ ตัณหา เมื่อมันเกิดขึ้นในจิตในใจแล้วจิตใจมันร้อนรุ่ม มันแผดเผาจิตใจของเราให้ไหม้เกรียมเป็นอย่างไรเราไม่เคยพิจารณา ในเมื่อเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมตั้งใจเดินจงกรมนั่งภาวนา เราพยายามสำรวจให้ดีแต่ขณะที่เราเดินจงกรมนั่งภาวนานั้นแทนที่จิตใจมันจะสงบมันก็เกิดราคะขึ้นมา คิดถึงอารมณ์ที่จะทำให้เกิดราคะขึ้นมา คิดถึงรูปที่สวยๆ เสียงที่ไพเราะ คิดถึงแล้วก็เกิดความกำหนัดทำให้เกิดกามราคะขึ้นมาครอบงำ ยืนอยู่ก็กำหนัด เดินอยู่ก็กำหนัด นั่งอยู่ก็กำหนัด ฉันอยู่ก็กำหนัด อาบน้ำอาบท่าอยู่ก็กำหนัด หรือเราจะพักผ่อนนั่งสบายมันก็เกิดความกำหนัดอยู่ เว้นไว้แต่เราหลับ หลับเราก็ยังฝันถึงรูปสภาคารมณ์อันเป็นที่รักอยู่ เรียกว่าความกำหนัดครอบคลุมจิตใจ บางครั้งบางคราวไม่ระมัดระวังอาจจะเผลอยินดีในกามคุณนั้นก็ได้  ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นบุคคลที่เป็นราคจริตเมื่อมีสติสมบูรณ์ เมื่อมีสมาธิสมบูรณ์ ราคจริตบุคคลผู้มีจริตไปในความรักสวยรักงามสิ่งเหล่านี้มันก็จะปรากฏชัด เพื่อที่จะให้เราเห็น เพื่อที่จะให้เรามีสติกำหนดรู้ เพื่อจะให้เรารู้แจ้ง เพื่อที่จะให้เราพิจารณาเรียกว่าเป็นสิ่งที่มาปรากฏเพื่อที่จะพิสูจน์ สามารถที่จะกำหนดชนะอารมณ์เหล่านี้ได้ไหม มันปรากฏขึ้นมาสำหรับบุคคลผู้มีราคจริตเราก็ต้องพยายามกำหนดที่ใจของเรา “ราคะหนอๆ” มีสติตั้งใจกำหนด “ราคะหนอๆ” จี้ลงไปที่ใจของเราให้มีสติตั้งมั่น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมันก็ดับลงไปได้ “ราคะหนอ” จี้ลงไปทำใจของเราให้เป็นกลางจี้ลงไปที่ใจของเรา “ราคะหนอ” เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตใจของเรา ในเมื่อสติกำหนดลงไปที่ใจของเราความเปลี่ยนแปลงมันอาจจะน้อยลงไป เบาลงไป หรือดับลงไป อันนี้เราก็พยายามกำหนด

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.