Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002283562
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
79
1250
14470
14470
28690
53380
2283562

Forecast Today
1536

4.60%
12.69%
3.24%
3.05%
0.03%
76.39%
Online (15 minutes ago):11

Your IP:54.242.25.198

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 81 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "การเกิดดับของรูปนาม"

สารบัญ

           เรามาวัดตลอด ๙ คืน ๑๐ วันนี้เราได้บุญมากน้อยขนาดไหน บุญที่เป็นกามาวจรบุญเราได้ขนาดไหน บุญที่นำเราไปสู่ความเป็นมนุษย์สู่ความเป็นสวรรค์นั้นเราได้บุญขนาดไหน บุญคือ รูปฌาน อรูปฌานนั้นเราได้ขนาดไหน หรือว่าบุญคือมรรคผลนิพพานนั้นเราได้มากน้อยขนาดไหน ญาติโยมทุกท่านทุกคนก็คงจะรู้ได้ด้วยตนเอง

           วันนี้เป็นวันสุดท้ายก็ขอให้ญาติโยมนั้นได้นั่งสมาธิฟัง พยายามทำจิตทำใจของเราให้เป็นกลาง ทำจิตทำใจของเราให้ว่าง พยายามตั้งสติไว้ที่หูตรงที่ไดยินเสียงชัดเจน ข้างไหนที่ได้ยินเสียงชัดเจน เราก็กำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” หรือว่า “เสียงหนอๆ” อย่างใดอย่างหนึ่งจนกว่าจิตของเราจะสงบไป แต่ก็ขอให้จำให้ได้ว่าผู้เทศน์เทศน์ถึงเรื่องอะไร หรือสงบไปตอนเราบริกรรมท้องพองหรือท้องยุบมันจึงดับลงไปก็พยายามจำให้ได้ ถ้าเราจำได้ก็ถือว่าเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ ท่านกล่าวไว้ว่าผู้ใดจำการดับไปของรูปของนามได้ เห็นว่ามันดับลงไปตอนที่ท่านเทศน์ถึงเรื่องอะไร ดับลงไปตอนท้องมันกี่เส้นขนสองเส้นขนสามเส้นขนแล้วมันดับลงไป หรือท้องเรายุบลงไปประมาณเท่าไรกี่เส้นขนแล้วมันดับลงไป ในลักษณะอย่างนี้ท่านกล่าวว่าอเนกานิสังสา เรียกว่าหาอานิสงส์ประมาณมิได้ อานิสงส์นั้นเป็นอเนกประการ

           ท่านกล่าวว่าจะเอาทรัพย์สมบัติของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง กองพะเนินเทินทึก แล้วจะเอาทรัพย์สมบัตินั้นมาเปรียบเทียบกับการที่จำการดับไปของรูปของนามนั้นไม่ได้ หรือจะเอาสมบัติของเทวดาทั้งหลายทั้งปวง สมบัติของพระอินทร์ สมบัติของท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ หรือว่าสมบัติของเทวราชทั้ง ๖ ชั้นนั้นมารวมกัน จะเปรียบเทียบกับอานิสงส์ของการดับไป เพียงครั้งหนึ่งนั้นไม่ได้ หรือจะกล่าวเอาสมบัติของพรหมโลก ที่มีอยู่ในพรหมทั้ง ๒๖ ชั้นนั้นมาเปรียบเทียบกับการดับไปของรูปของนามที่เราจำได้เพียงครั้งเดียวนั้นไม่ได้ หรือจะเอาสมบัติของมนุษย์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดีทั้งหมดทั้งปวงนั้นมารวมกันแล้วอานิสงส์นั้นจะมาเปรียบเทียบกับการดับไปของรูปของนามเพียงครั้งเดียวนั้นไม่ได้ อันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสยกย่องผู้ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เป็นความดับไปของรูปของนามนั้น หรือว่าเป็นผู้ที่มีคุณมีอานิสงส์มากกว่าสมบัติทั้งหลายทั้งปวง

           เพราะการจำการดับไปของรูปของนามได้ ถือว่าเป็นการตัดภพตัดชาติ ตัดกงกรรมแห่งสังสารวัฏ เป็นการทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาลง ทำภพชาติให้สั้นลง ทำภพชาติให้น้อยลง แล้วทำฝั่งแห่งพระนิพพานนั้นให้ปรากฏขึ้นมา เรียกว่ามองเห็นฝั่งแห่งพระนิพพานก้าวขึ้นสู่หนทางแห่งความพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นการที่คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้มาเดินจงกรมนั่งภาวนา หนาวก็ต้องทน หิวก็ต้องสู้ เหนื่อยหน่ายก็ต้องอด อันนี้มันเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะญาติโยมตลอดถึงคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั้นปรารถนาความสุข ต้องการที่จะทำความสุขให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมให้เกิดความสุขได้อย่างไร เราจะเกิดความสุขหรือเกิดความทุกข์นั้นมันสุขมันทุกข์อยู่ตรงไหน โบราณท่านว่าความสุขก็อยู่ในอก ความทุกข์ก็อยู่ในใจ นี้โบราณท่านกล่าวอย่างนั้น โบราณจริงๆ นั้นท่านจึงกล่าวว่า มนุษย์ก็ดี สวรรค์ก็ดีก็อยู่ในอก นรกก็อยู่ในใจ พรหมโลกก็อยู่ในจิต นิพพานก็อยู่ในมโน เรียกว่ามันอยู่ในจิตในใจของเรานี้เอง ถ้าเราจะกล่าวจริงๆ แล้วการที่คณะครูบาอาจารย์มาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ก็มาปฏิบัติเพื่อฝึกจิตของตนเอง จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ การฝึกจิตนั้นเป็นความดีแท้ เพราะฉะนั้นการฝึกจิตนั้นเป็นหนทางที่เรานั้นจะก้าวหนีออกไปจากความทุกข์ หนีออกไปจากสังสารวัฏ หนีไปจากห้วงมหรรณพภพสงสาร เพราะอะไร เพราะว่าจิตของเรานี้แหละเป็นตัวการให้เราเกิดความทุกข์บ้าง เกิดความสุขบ้าง

           เพราะฉะนั้นเราพิจารณาดูว่า บุคคลผู้ไปเกิดในนรก เป็นเพราะอะไรจึงไปเกิดในนรก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า บุคคลผู้ไปเกิดในนรกนั้นเพราะว่าเป็นผู้มีจิตประกอบไปด้วยความโกรธ หรือว่ามีความโกรธเป็นเจ้าเรือน พูดนิดพูดหน่อยก็เกิดโมโหโทโสขึ้นมา หรือว่าเพื่อนจะพูดเย้าพูดหยอกก็ไม่ได้ชอบหงุดหงิด ชอบรำคาญ ชอบโกรธ ชอบด่า ชอบว่า ชอบประทุษร้ายบุคคลอื่นในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าผู้มีความโกรธเป็นเจ้าเรือน ท่านกล่าวว่าถ้าผู้ใดมีความโกรธในลักษณะอย่างนี้ก็เหมือนกับว่าบุคคลเหล่านั้นได้เปิดแย้มประตูแห่งนรกนั้นให้ปรากฏขึ้นมา หรือว่าประตูแห่งนรกนั้นเปิดแย้มสำหรับบุคคลนั้นแล้ว บุคคลนั้นพร้อมที่จะก้าวไปสู่นรกอย่างง่ายดาย เพราะฉะนั้นความโกรธนั้นก็เหมือนกับการเปิดประตูนรก ผู้ใดโกรธบ่อยๆ โมโหบ่อยๆ ประทุษร้ายบุคคลโน้น บุคคลนี้บ่อยๆ มีความโกรธเกิดขึ้นเนืองๆ ก็เท่ากับว่าเราเปิดประตูนรกเนืองๆ ถ้าเราตายหรือจิตดับด้วยอำนาจของความโกรธเราก็ต้องไปสู่อบายภูมิคือนรกอย่างไม่มีความสงสัย

           อะไรพาเราไปสู่นรกก็คือจิตโกรธ จิตที่มันเกิดความโกรธ จิตที่มันเกิดความเคือง มันก็พาเราไปสู่นรก ส่วนกายของเราอันยาววาหนาคืบกว้างศอก มันก็ต้องแตกดับ ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ไฟเป็นไฟ อากาศก็ไปสู่อากาศธาตุ มันไปตามธรรมชาติของมัน ส่วนจิตที่จะพาเราเวียนว่ายตายเกิดมันยังไม่ดับเพราะมีเชื้อคือความโกรธ มันก็นำเราไปสู่นรก เมื่อพ้นจากนรกขึ้นมาแล้วก็เป็นคนที่มีจิตใจโหดร้าย ไร้เหตุไร้ผลอะไรต่างๆ แล้วก็จะติดตามให้เรานั้นได้รับความทุกข์ทรมาน ในภพชาติต่อไปอีก นับภพนับชาตินับกัปนับกัลป์ไม่ถ้วน บุคคลผู้มีความโกรธจึงเป็นบุคคลผู้ที่น่าสงสาร พระอาจารย์ขวัญใจได้จัดประพฤติปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เรานั้นบรรเทาความโกรธ ละความโกรธ ถอนความโกรธ ปิดประตูแห่งความโกรธก็เท่ากับการปิดประตูแห่งการไปเกิดในนรก ในอบายภูมิ

           การมาประพฤติปฏิบัติธรรมถ้าเรามองเผินๆ เราอาจจะไม่ได้ทรัพย์สมบัติเป็นรูปธรรม แต่ถ้าเรามองลึกซึ้งแล้วเราได้อริยทรัพย์ ได้ทรัพย์ที่เป็นนาม ได้ทรัพย์ที่เป็นบุญ ติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้าเหมือนเงาติดตามตัว เราที่มาขวนขวายหาวัตถุเป็นเงินเป็นทองเป็นข้าวของเรือกสวนไร่นาต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลางของโลก แต่สิ่งที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้เป็นทรัพย์สมบัติที่เป็นนาม เป็นทรัพย์สมบัติที่สามารถติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้า เราจะตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไปไหนๆ บุญกุศลนี้ก็จะติดตามหล่อเลี้ยงเกื้อกูลอุปถัมภ์ค้ำจุนเราอยู่ทุกภพทุกชาติตราบเท่าเราถึงพระนิพพาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำลังประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้จึงเป็นสมบัติที่แท้จริง ไม่ใช่สมบัติที่จอมปลอมแต่เป็นสมบัติที่ติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้าได้ สามีถึงจะรักเรามาก ภรรยาถึงจะหวงเรามากขนาดไหนก็ตาม แต่ผลสุดท้ายก็ต้องแยกจากกันไป ต่างคนก็ต่างไปตามบุญตามกรรม ถึงเราจะสนิทสนมผูกพันธ์เกื้อกูลกันขนาดไหนผลสุดท้ายเราก็ต้องร้างจากกันไป อันนี้เราก็อุปถัมภ์ค้ำจุนดูแลกันได้แต่ในสมัยที่เรายังมีชีวิตอยู่ แต่บุญจะตามอุปถัมภ์ค้ำจุนดูแลเราทุกภพทุกชาติ ผู้ที่มีอุปการะคุณแก่เรามากที่สุดก็คือบุญ สิ่งที่เกื้อกูลเรามากที่สุดก็คือบุญ สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จหรือว่ามีความสุขก็คือบุญกุศล

           เพราะฉะนั้นญาติโยมตลอดถึงคณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ ก็ถือว่ามาสั่งสมบุญกุศลซึ่งเป็นอริยทรัพย์ติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้า เป็นการที่เรามาถอนสิ่งที่ไม่ดีออกจากจิตจากใจเช่นความโกรธ ความเกลียดต่างๆ ทำประตูอบายภูมิให้แคบลง ทำประตูอบายภูมิให้ปิดสนิทด้วยอำนาจของการบรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ถ้าบุคคลใดเป็นประเภทที่มีความโลภเกิดขึ้นมาแล้วก็อยากได้อยู่ตลอดเวลา เห็นนาก็อยากได้นา เห็นที่ก็อยากได้ที่ เห็นเงินเห็นทองก็อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่ามีความอยากได้เป็นจิตเป็นใจอยู่ตลอดเวลา มีความโลภไม่ใช่ธรรมดา มีความอยากอยู่เรียกว่าไม่รู้จักพอก็ขวนขวายเอาในทางที่ไม่ประกอบไปด้วยชอบ ไม่ประกอบไปด้วยธรรมในลักษณะอย่างนี้เรียกว่า ความโลภ แต่ถ้าผู้ใดหาเงินหาทองหาอยู่หากินได้โดยความชอบธรรม จะได้มากขนาดไหนก็ไม่ถือว่าเป็นความโลภ แต่ถ้าบุคคลใดไม่รู้จักพอด้วยอำนาจของตัณหา ด้วยอำนาจของจิตที่ประกอบด้วยโลภะ อย่างคดโกงเขามาด้วยเงินห้าบาทสิบบาทก็ถือว่าเป็นความโลภ ถ้าบุคคลใดตายด้วยความโลภในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปสู่อบายภูมิ เกิดเป็นเปรตอสุรกายขึ้นมา ถ้าจิตโลภเกิดขึ้นแก่เราก็เท่ากับเราเปิดประตูที่จะไปสู่ความเป็นเปรตแล้ว เราเปิดประตูเพื่อที่จะไปสู่ความเป็นอสุรกายแล้ว เพราะฉะนั้นความโลภนี้แหละทำให้เราเกิดความทุกข์ความทรมานเวียนว่ายตายเกิด เวลามาประพฤติปฏิบัติธรรม คณะครูบาอาจารย์จึงให้กำหนด เวลามันจะดีใจก็กำหนด “ดีใจหนอๆ” เวลามันจะโกรธก็ “โกรธหนอๆ” กำหนดลงที่ใจของเราหรือขณะที่เราได้ยินเสียงเราก็กำหนดว่า “เสียงหนอๆ” ไม่ปรุงแต่งว่าเสียงดีเสียงร้าย เขาจะชมหรือเขาจะติ เขานินทา เราไม่เอาคำที่เขาติหรือชมนั้นมาพิจารณากำหนดแต่ “เสียงหนอๆ” ไม่ยินดียินร้ายในเสียง ความโกรธหรือว่าความโลภมันก็ไม่เกิดขึ้นเพราะการได้ยินเสียง เราปิดประตูแห่งนรกแล้วก็ปิดประตูแห่งความเกิดเป็นเปรตและอสุรกาย

           หรือว่าในขณะที่เราได้ประสบกับอารมณ์ต่างๆ เราไม่หลงมัวเมาจนเกินไป ไม่ขาดสติ ไม่หลงในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในอารมณ์ต่างๆ การตายด้วยอำนาจของความหลง จะเป็นหลงในลูกก็ดี หลงในเมียก็ดี หลงในบ้าน หลงในทรัพย์สินเงินทองก็ดี ถ้าบุคคลใดตายด้วยความหลง ด้วยความเสน่หาอย่างใดอย่างหนึ่งท่านกล่าวว่าตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างที่เราได้ศึกษาในพระไตรปิฎก สามีรักภรรยาเป็นอย่างมาก เวลาตายไปแล้วก็ต้องผูกพันกับภรรยา ตายไปแล้วก็ไปเกิดในท้องของสุนัข พอคลอดลูกออกมาแล้วภรรยาไปไหนๆ เป็นสุนัขก็วิ่งตามภรรยาไป เพราะอะไร เพราะเกิดความรักความผูกพัน เป็นคนแท้ๆ ตายแล้วไปเกิดเป็นหมา เพราะอะไร เพราะรักในภรรยา ภรรยารู้ว่าคงจะเป็นสามีมาเกิดก็ฆ่าหมา ตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นวัว ภรรยาไปไหนก็เดินตามภรรยาไป ตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นงูเหลือมก็อาศัยอยู่ใกล้ๆ ภรรยาในลักษณะอย่างนั้น การที่บุคคลมีความหลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งตายแล้วก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.