Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002283569
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
86
1250
14470
14470
28697
53380
2283569

Forecast Today
1464

4.60%
12.69%
3.24%
3.05%
0.03%
76.39%
Online (15 minutes ago):9

Your IP:54.242.25.198

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 87 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม"

สารบัญ

           วันนี้ก็จะนำเอาธรรมะเบาๆ เพื่อที่จะมาประกอบการประพฤติปฏิบัติธรรมของคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายเพื่อที่จะดำเนินไปสู่ปฏิปทาแห่งวิปัสสนาญาณ ให้ดำเนินไปสู่ปฏิปทาแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน ได้กล่าวธรรมะเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติธรรมมาสองวันสามวัน วันนี้ก็ขอกล่าวในเรื่องอานิสงส์ของการประพฤติปฏิบัติธรรม ว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมที่คณะครูบาอาจารย์กำลังประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้ เรียกว่าเป็นการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

           คณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้อานิสงส์ของการประพฤติปฏิบัติธรรม รู้เรื่องของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั้นมีความเพียร มีความบากบั่น มีความมานะ มีความพยายามเพื่อที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะอานิสงส์ของการประพฤติปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นท่านกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเป็นอเนกานิสังสา หรือว่ามีอานิสงส์เป็นร้อยเป็นพันนับไม่ได้ หรือว่ามีอานิสงส์มากมาย มีคุณมากมาย แต่ถ้าเราจะกล่าวตามพระไตรปิฎกโดยย่อ

           ประการที่ ๑ ท่านกล่าวว่า สตฺตานํ วิสุทธิยา เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นมีกาย มีวาจา มีจิตบริสุทธิ์หมดจด คือบุคคลใดน้อมใจ น้อมกาย น้อมวาจามาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลนั้นมีกายบริสุทธิ์ มีวาจาบริสุทธิ์ แล้วก็มีใจบริสุทธิ์ เหมือนกับคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ญาติโยมทั้งหลายมาเดินจงกรมนั่งภาวนาประคองสติ ประคองสัมปชัญญะกำหนดอาการพองอาการยุบ กำหนดอาการขวาย่าง ซ้ายย่าง ไม่ให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงครอบงำในขณะที่เดินจงกรมในขณะที่กำลังภาวนาอยู่ กายของเราก็บริสุทธิ์บริบูรณ์ไปด้วยศีล ไปด้วยสมาธิ ไปด้วยวิปัสสนาญาณแล้วก็บริสุทธิ์บริบูรณ์ไปด้วยมรรคผลนิพพานเพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา เพื่อความหมดจดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

           ประการที่ ๒ ท่านกล่าวว่า โสกปริเทวานํ ปริสุทฺธิยา ท่านกล่าวว่าก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ ความคร่ำครวญ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงผู้ไม่เคยเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้วย่อมถูกความโศกครอบงำ ย่อมถูกความคร่ำครวญครอบงำในเมื่อเราต้องสูญเสียต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ปรารถนาสิ่งใดเราไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเกิดความโศกาอาดูร เกิดความคร่ำครวญ แต่ถ้าผู้ใดมาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลนั้นข่มความโศก ข่มความคร่ำครวญนั้นได้ ละความโศก ละความคร่ำครวญนั้นได้ ในเมื่อมรรคผลนิพพานมันเกิดขึ้นมา คือในขณะที่คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยมทั้งหลายที่กำลังมาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ ความโศกมันจะเกิดขึ้นมาเราก็กำหนด “โศกหนอๆ” เวลามันคร่ำครวญถึงอารมณ์ที่มันผ่านมาแล้วก็ดีเราก็กำหนดว่า “คร่ำครวญหนอๆ” หรือเรากำหนดว่า “คิดหนอๆ” ลงไปที่จิตของเรา ความโศกก็ดี ความคร่ำครวญก็ดีก็เป็นอันบรรเทา เป็นอันหยุดระงับไปในขณะที่เรามีสติสัมปชัญญะกำหนดทันปัจจุบันธรรม แต่เมื่อวิปัสสนาญาณของเราเจริญรุ่งเรืองขึ้นไป เราได้บรรลุมรรคผลนิพพานเพียงใดนั้นแหละ เราจึงจะละความโศกความคร่ำครวญนั้นได้อย่างเด็ดขาด

           ประการที่ ๓ ท่านกล่าวว่า ทุกฺขโทมนสฺสานํ อฏฺฐงฺคมาย สามารถที่จะดับความทุกข์ทางกาย ดับความทุกข์ทางใจได้ จะเป็นทุกขเวทนาเช่นว่าเรานั่งมันเจ็บมันปวด เราก็กำหนดว่า “ปวดหนอๆ” เราก็ไม่กระวนกระวาย ไม่ทุรนทุราย เพราะความทุกข์ที่ครอบงำเรา แต่ถ้าบุคคลไม่เคยเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้วก็เป็นอันต้องทนอยู่ไม่ได้ แต่พวกเราทั้งหลายเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานมันเจ็บก็รู้ว่ามันเจ็บ มันเจ็บก็เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เรากำหนดว่า “เจ็บหนอๆ” “ปวดหนอๆ” บางครั้งความปวดมันก็รุนแรงขึ้น บางครั้งความปวดมันก็เบาลง บางครั้งความปวดมันก็หายไป ความปวดมันก็เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตาเหมือนกัน เรากำหนดพิจารณาเราไม่เป็นไปตามอำนาจของความทุกข์กายขึ้นมา หรือในขณะที่เรามาประพฤติปฏิบัติเราเกิดความโทมนัส เกิดความทุกข์ใจ ทุกข์เพราะพ่อต้องล้มหายตายจาก แม่ล้มหายตายจากเราก็เกิดความทุกข์ หรือว่าเราค้าขายไม่ประสบความสำเร็จ เราประกอบกิจการงานนั้นไม่สำเร็จผลที่เราปรารถนา มีลูกว่ายากสอนยากมีพี่น้องไม่สามัคคีกัน มีลูกมีหลานก็ไปคนละทิศละทางไม่สามัคคีกัน พี่น้องก็แย่งทรัพย์สมบัตินานาประการต่างๆ ในลักษณะอย่างนี้เกิดความโทมนัสเกิดความทุกข์ทางใจขึ้นมา ถ้าเราไม่เคยเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานความทุกข์เหล่านี้ก็จะครอบงำจิตใจของเรา ทำให้จิตใจของเรานั้นวุ่นวายสับสน ทำให้เราเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ทำให้เราเกิดความโกรธ เกิดความพยาบาท บางครั้งก็คิดฆ่าตัวตายก็มี นี้ในลักษณะของโทมนัส เมื่อมันเกิดมากขึ้นๆๆ มันก็จะเป็นอุปายาส คับแค้นแน่นใจหาทางออกไม่ได้ก็ฆ่าตัวตายในลักษณะอย่างนั้น

           แต่ว่าเรามาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเราก็สามารถที่จะกำหนดได้กำหนดว่า “คิดหนอๆ” “ทุกข์หนอๆ” ที่ใจของเราขณะที่เรากำหนด “ทุกข์หนอๆ” ที่ใจของเรา เราก็ตัดอารมณ์ที่เราคิด เราเป็นทุกข์ก็เพราะเรานั้นคิดในอารมณ์ เราเป็นทุกข์เพราะเราปรุงในอารมณ์ แต่เมื่อเรากำหนดว่า “ทุกข์หนอๆ” เราตัดอารมณ์ที่ทำให้เรานั้นเป็นทุกข์ เราตัดอารมณ์ที่ทำให้เรานั้นปรุงแต่ง จิตของเรามันปรุงแต่งตัดอารมณ์เหตุแห่งความทุกข์นั้น อยู่กับปัจจุบันธรรมความทุกข์มันก็เบาลง ความทุกข์มันก็จางไป ความทุกข์มันก็หมดไปจากจิตจากใจของเรา เพราะฉะนั้นการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานท่านจึงกล่าวว่า ทุกฺขโทมนสฺสานํ อฏฺฐงฺคมาย สามารถที่จะดับความทุกข์กายทุกข์ใจนั้นได้

           ประการที่ ๔ ท่านกล่าวว่า ญาณสฺส อธิคมาย  เพื่อเป็นการบรรลุมรรคผล การที่พวกเราทั้งหลายมาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นก็ถือว่าเป็นการบรรลุมรรคผลนิพพาน ทำไมจึงเป็นการบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะว่าทางสายนี้เป็นทางเส้นเดียวที่เราหรือว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจะข้ามซึ่งห้วงมหรรณพภพสงสาร ข้ามโอฆะแหล่งแก่งกันดารได้ มีเส้นทางนี้เส้นทางเดียว มีสายทางเดียวที่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจะใช้ข้ามห้วงมหรรณพภพสงสาร ข้ามชาติกันดาร พยาธิกันดาร มรณกันดารไปถึงฝั่งแห่งพระนิพพานได้มีเส้นทางเดียวคือวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ญาณสฺส อธิคมาย เพื่อการบรรลุมรรคผล อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่สี่ของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

           ประการที่ ๕ ท่านกล่าวว่า นิพฺพานสฺส สจฺฉิกรณตฺถาย เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน คือหนทางนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน การที่คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้มาเดินจงกรมนั่งภาวนา ญาติโยมทั้งหลายได้มาเดินจงกรมนั่งภาวนาก็ถือว่าเรานั้นขึ้นสู่ทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้ญาติโยมคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้เกิดความบากบั่น เกิดคสได้มาเจริญความมุมานะ เกิดความภาคภูมิใจที่เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาเราก็มีโอกาสได้มาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นถือว่าเป็นการบูชาอันเป็นการบูชาอันสูงสุด เพราะว่าการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงยกย่องว่าธุระในพระพุทธศาสนานี้มีอยู่ ๒ ประการคือ คันถธุระ การศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎก หนึ่งคัมภีร์บ้าง สองคัมภีร์บ้าง สามคัมภีร์บ้าง สูตรหนึ่งบ้าง สองสูตรหนึ่งบ้าง สามสูตรบ้าง แล้วแต่บุคคลผู้มีความเพียร การเรียนพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้นเรียกว่า คันถธุระ ส่วนการพากเพียรเพื่อที่จะหมดกิเลสละราคะ โทสะ โมหะ ละมานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทานต่างๆ นั้นเรียกว่าการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นถือว่าเป็นการบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราปฏิบัติบูชามีค่ายิ่งกว่าเราเอาดอกไม้ธูปเทียนบูชา

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.