Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002283583
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
100
1250
14470
14470
28711
53380
2283583

Forecast Today
1488

4.60%
12.69%
3.24%
3.05%
0.03%
76.39%
Online (15 minutes ago):14

Your IP:54.242.25.198

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 101 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "โรคทางกายกับจิต"

สารบัญ

           การสืบต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมก็จะได้ฟังธรรมไปตามลำดับ โรคนั้นมีลักษณะที่เสียดแทง โรคกายก็เสียดแทงกายให้เร่าร้อน ให้ได้เกิดความทุกข์ เกิดความเดือดร้อนต่างๆ โรคทางจิตก็เป็นเหตุให้จิตใจของเรานั้นเร่าร้อนไปด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง ทำให้จิตใจของเราเกิดความทุกข์ เกิดความโศก เกิดความวิปปฏิสารต่างๆ อันนี้เรียกว่าโรคทางจิต แต่ว่าโรคทางกายท่านกล่าวว่าทุกคนที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนมีโรคทางกายด้วยกันทั้งนั้น บุคคลที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนมีโรคทางกาย ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีมากก็มีน้อย บางคนก็ปวดหัว บางคนก็ตัวร้อน บางคนก็เจ็บตรงนั้นบ้าง ปวดตรงนี้บ้าง เรียกว่าโรคทางกาย เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายได้มาอยู่ร่วมกันนี้ เราจะหลีกเร้นไปจากโรคทางกายนั้นเป็นไปไม่ได้ ไม่เป็นโรคอย่างใดก็โรคอย่างหนึ่ง

           แต่ว่าโรคทางกายนั้นสมมติฐานมันเกิดขึ้นมาจากโรคอะไร โรคทางกายนั้นสมมติฐานนั้นก็เกิดขึ้นมาจากปัจจุบันที่เรากระทำอย่างเช่นเราดื่มสุรามากเกินไป ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดโรคสุราเรื้อรัง หรือว่าเราทำความสะอาดอาหารไม่เรียบร้อยเขาฉีดยาต่างๆ เราไม่ไปล้างให้สะอาด บางครั้งเรารับประทานอาหารอยู่เป็นประจำก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สารพิษต่างๆ นั้นสะสมในร่างกายก็เกิดโรคขึ้นมาได้ บางคนก็ทำงานหนักเกินไปก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เจ็บหลังปวดเอวขึ้นมา บางคนก็คิดมากเกินไปก็ปวดหัวขึ้นมา โรคทางกายนั้นสมมติฐานก็เกิดขึ้นมาจากปัจจุบันเป็นประการที่ ๑

           โรคทางกายนอกจากจะเกิดขึ้นมาจากสมมติฐานทางปัจจุบันธรรมแล้วยังเกิดขึ้นมาด้วยอานุภาพของกรรม คือโรคปัจจุบันนั้นนอกจากจะเกิดขึ้นมาขณะที่เราดำรงชีวิตอยู่ แล้วก็ยังเกิดขึ้นมาด้วยอำนาจของกรรม อย่างเช่นแต่ก่อนโน้นเราเคยเบียดเบียนสัตว์ให้เกิดความทุกข์ เกิดความลำบาก พอเราเกิดมาชาตินี้แล้วเราก็ถูกเขาเบียดเบียน ผู้ทำกรรมไว้เช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น

                   ยาทิสํ วปเต พีชํ          ตาทิสํ ลภเต ผลํ

                กลฺยาณการี กลฺยาณํ    ปาปการี จ ปาปกํ.

           บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น บุคคลทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี บุคคลทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว

           เพราะฉะนั้นบุคคลผู้ทำกรรมไว้อย่างไร เราก็ต้องได้รับผลอย่างนั้น ถ้าเราเคยเบียดเบียนสัตว์มาแต่ภพก่อนชาติก่อน เกิดมาชาตินี้เราก็ต้องเป็นคนมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่เป็นประจำ บางครั้งก็อายุสั้นพลันตาย หรือว่าชาติก่อนโน้นเราเคยลักเล็กขโมยน้อยของบุคคลอื่น เราก็ต้องถูกเขาลักคืน ทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้ เราจะเก็บไว้ดีขนาดไหนก็ตาม เราจะซ่อนไว้ดีขนาดไหนก็ตาม ในเมื่อกรรมวิบากผลมันตามมาทัน บางครั้งก็ถูกไฟไหม้ บางครั้งก็ถูกโจรลัก บางครั้งก็ถูกตำรวจมาริบเอา มายึดเอาด้วยข้อหาต่างๆ เรียกว่ากรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เรากระทำมานั้นมาเป็นโรคให้เราได้รับความทุกข์ทรมาน

           อย่างเช่นพระจักขุบาลในอดีตชาติเป็นหมอแล้วรักษาหญิงคนหนึ่ง แต่หญิงนั้นพยายามบอกว่าตาของตนเองนั้นยังไม่หาย ถึงหายแล้วก็บอกว่าไม่หาย เพราะอะไร เพราะไม่อยากจะชดใช้ค่ารักษาพยาบาล พระจักขุบาลที่เป็นหมอในอดีตชาตินั้นก็ใส่ยาทำให้ตาของนางนั้นบอด ด้วยบาปกรรมนั้นก็ทำให้พระจักขุบาลนั้นตกนรกหมกไหม้สิ้นกาลนาน พ้นจากนรกแล้วก็ต้องเป็นคนตาบอดตั้ง ๕๐๐ ชาติ ชาติสุดท้ายก็เกิดเป็นพระจักขุบาลไปประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งภาวนา ไม่หลับไม่นอน ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตาของท่านนั้นดับสนิทมืดบอด ขณะที่ตาของท่านดับกิเลสก็ดับไปด้วย อันนี้เรียกว่าเป็นบาปกรรมโรคที่มันเสียดแทงเราอยู่ปัจจุบันนี้ ก็อาศัยบาปเก่า อกุศลเก่าที่เราเคยกระทำไว้

           หรือว่าเรื่องของพระโมคคัลลานะ สมัยก่อนโน้นพระโมคคัลลานะนั้นเป็นผู้หลงในภรรยา แล้วก็เชื่อคำของภรรยา ภรรยาก็ยุยงในสมัยก่อนโน้นที่เป็นมานพก็ไปทำร้ายมารดา บิดาของตนเอง ทำให้เกิดความลำบากเอาค้อนทุบตีบิดามารดาของตนเอง ก็เป็นเหตุให้พระโมคคัลลานะต้องถูกทุบตี ต้องตกนรกหมกไหม้สิ้นกาลนาน พ้นจากนรกแล้วก็ต้องถูกเขาทุบตีอยู่อย่างนั้น นับภพ นับชาติ นับกัป นับกัลป์ไม่ได้ มาชาติสุดท้ายนี้ถึงสำเร็จเป็นพระโมคคัลลานะแล้วก็ยังถูกทุบตี แล้วก็ถึงซึ่งพระนิพพานด้วยการถูกโจรห้าร้อยทุบตี บาปกรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็จะตามมารบกวน ตามมาเป็นโรคเสียดแทงเราอยู่ทำให้เรานั้นเดือดร้อน ทำให้บุคคลผู้ขาขาดก็ดี แขนขาดก็ดี หูหนวกก็ดี ตาบอดก็ดี เหล่านี้เกิดขึ้นมาจากเศษของกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ตามมาราวี เป็นสัญลักษณ์ เป็นตราประทับของนรกที่ปรากฏขึ้นมาในหมู่มนุษย์ของเรา เป็นเศษกรรม เป็นตราบาป ที่พ้นจากนรกขึ้นมาแล้วได้รับเศษกรรมเหล่านั้น เป็นคนหูหนวก เป็นคนตาบอด เป็นคนใบ้บ้า ง่อยเปลี้ย เสียขา ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเกิดขึ้นมาจากอกุศลกรรมทั้งหลายทั้งปวง โรคจึงเกิดขึ้นมาจากกรรม เรียกว่าโรคทางกาย

           ส่วนโรคภายในคือ เจตสิกโรโค คือโรคทางจิต โรคทางกายเราทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นกัน ส่วนโรคทางจิตนั้นเราจะพ้นไปจากโรคแค่วันหนึ่งสองวัน ชั่วโมงหนึ่งสองชั่วโมงนั้นก็ยาก โรคทางกายนั้นเราจะบอกว่าเราไม่เป็นโรควันนี้เราไม่เป็นโรค พรุ่งนี้เราไม่เป็นโรค สองวัน สามวัน เจ็ดวัน หนึ่งเดือน หนึ่งปี เราสามารถที่จะพูดได้ เราไม่เป็นโรคทางกายหลายๆ ปี เราก็สามารถที่จะพูดได้ แต่ว่าโรคทางใจไม่มีใครที่จะบอกว่าเราไม่เป็นโรคทางใจ แม้แต่ชั่วครู่เดียวเราไม่สามารถที่จะบอกว่าไม่เป็นโรคทางใจได้ เพราะความโกรธ ความโลภ ความหลง ความอิจฉา ความริษยา มานะ ทิฏฐิ ตัณหา ต่างๆ นั้นเกิดขึ้นในจิตในใจของเราเป็นประจำ เพราะฉะนั้นโรคทางใจจึงเกิดอยู่เป็นนิตย์ โรคทางใจของเรานั้นเกิดขึ้นมาจากอะไร ท่านกล่าวว่าโรคทางใจเกิดขึ้นมาจากปัจจุบันธรรมเหมือนกัน แล้วก็เกิดขึ้นมาจากกรรมเหมือนกัน โรคทางใจนั้นเกิดขึ้นมาจากปัจจุบันธรรมอย่างไร เกิดขึ้นมาจากปัจจุบันด้วยการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็ทางใจ ขณะที่ตาของเรานั้นไปเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณขึ้นมา อาการ ๓ อย่างประจวบกันขึ้นมาเป็นการประชุมกันเรียกว่าผัสสะ การประชุมกันทางตา ทางรูป แล้วก็รู้แจ้งในรูปปรากฏขึ้นมาเรียกว่าผัสสะ ผัสสะนี้แหละทำให้เราเกิดความดีใจ เสียใจ

           เพราะฉะนั้นถ้าเราเกิดความดีใจ พอใจขึ้นมาก็เป็นราคะ แต่ถ้าเราเกิดปฏิฆะ เกิดความไม่พอใจขึ้นมาก็เป็นโทสะ แต่เราเกิดความหลง เกิดความมัวเมา ไม่กำหนดในสิ่งนั้นก็เป็นโมหะ เป็นอวิชชาขึ้นมา โรคทางจิตเกิดขึ้นมาเพราะตาของเราเห็นรูป แล้วก็เกิดความรู้ขึ้นมา เมื่อเกิดความรู้ขึ้นมาแล้วเราพอใจ เราไม่พอใจ หรือว่าเราไม่กำหนดเราเกิดความลุ่มหลง โรคมันเกิดขึ้นมาทางตาแล้ว หรือขณะที่หูของเราได้ยินเสียงแล้วก็เกิดโสตวิญญาณขึ้นมา หูก็ดี เสียงก็ดี โสตวิญญาณก็ดี ประจวบกันเข้าเรียกว่าผัสสะ แล้วก็เกิดความดีใจ เกิดราคะขึ้นทางหู เกิดความปฏิฆะความไม่พอใจก็เกิดความโกรธขึ้นมาในขณะที่เราฟังเสียง หรือในขณะที่เราฟังเสียงนั้นเราเกิดความลุ่มหลงในเสียงนั้นก็เกิดโมหะ เกิดอวิชชาขึ้นมา กิเลสมันเกิดขึ้นมาทางหูแล้ว หรือว่าทางจมูกของเราก็เหมือนกัน ขณะที่จมูกของเราดมกลิ่น สัมผัสกลิ่นแล้วก็เกิดวิญญาณทางจมูกของเราขึ้นมา เรียกว่า ฆานวิญญาณ เกิดความรู้แจ้งทางจมูกขึ้นมา ถ้าเกิดการสัมผัสกลิ่นแล้วเราเกิดความพอใจ ความชอบใจในกลิ่น ก็เป็นราคะ เป็นความโลภแล้ว แต่ถ้าเราเกิดความไม่ชอบใจ เกิดปฏิฆะเกิดความโกรธขึ้นมาก็เป็นโทสะแล้ว แต่ถ้าเราดมกลิ่นแล้วเราไม่กำหนดรู้ก็เป็นโมหะ เป็นอวิชชา หรือว่าในขณะที่ลิ้นของเราลิ้มรส ได้รสแล้วเกิดความรู้ในรส ถ้าเราพอใจก็เป็นความโลภ เป็นราคะไป แต่ถ้าเราไม่พอใจก็เป็นโทสะ แต่ถ้าเราไม่กำหนดก็เป็นโมหะ หรือว่าเราสัมผัสทางกายของเรา จะเป็นความร้อน ความอ่อน ความเย็น ความแข็ง อะไรต่างๆ ที่เราสัมผัสทางกายของเรา ขณะที่เราสัมผัสนั้นเราเกิดความพอใจ เกิดความชอบใจก็เป็นราคะ เป็นโลภะไป แต่ถ้าเราเกิดความไม่ชอบใจก็เป็นโทสะเป็นปฏิฆะไป หรือว่าเราเกิดความลุ่มหลงในสิ่งที่เราสัมผัสก็ถือว่าเป็นโมหะไป

           สรุปแล้วโรคทางจิตนั้นเกิดขึ้นจากปัจจุบันธรรมคือการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็สัมผัสทางใจของเราที่สัมผัสอารมณ์ต่างๆ โรคมันเกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ เวลาความโกรธเกิดขึ้นมามันก็เสียดแทงใจของเราให้เร่าร้อน อยากกำหมัดกัดฟัน อยากตีรันฟันแทงต่างๆ หรือว่าเราเกิดโรคคือราคะขึ้นมาจิตใจของเราก็รุ่มร้อน กระสับกระส่าย สับสนวุ่นวายขึ้นมา ปรารถนาสิ่งที่เราต้องการ เรียกว่าความโลภมันเกิดขึ้นมาก็ทำให้ใจของเรานั้นขาดเหตุขาดผลอยากได้สิ่งนั้นมาโดยมิชอบ ไปลักเล็กขโมยน้อย ไปโกง ไปหลอกลวงต้มตุ๋นอะไรต่างๆ อันนี้ลักษณะของกิเลสมันเกิดขึ้น โรคภายในมันเกิดขึ้นในจิตในใจของเรา แล้วก็โรคอีกอย่างหนึ่ง โรคภายในที่เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ เกิดขึ้นมาด้วยอำนาจของกรรม บางคนทำกรรมไว้มากอย่างเช่นแต่ก่อนโน้นบุคคลนั้นไม่ค่อยเจริญภาวนา บุคคลที่ไม่เคยเจริญภาวนา ไม่เคยไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ ไม่เคยถวายหนังสือธรรมะ ดูถูกการเรียนหนังสือธรรมะ ดูถูกการท่องตำรับตำราธรรมะ เกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นคนโง่เขลาเหมือนกับพระจูฬปันถก พระจูฬปันถกไปว่าให้บุคคลผู้กำลังท่องบทพุทธพจน์ สาธยายพุทธพจน์ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดมาเป็นคนโง่เขลา เป็นคนขาดสติ ท่องพุทธพจน์อย่างไรๆ ก็ท่องไม่ได้ พุทธพจน์เพียงแต่บาทพระคาถาเดียว ท่องตลอดพรรษาก็ยังจำไม่ได้ อันนี้เรียกว่าบาปกรรมที่ไปดูถูกบุคคลผู้กล่าว กำลังท่องบ่นสาธยายพุทธพจน์อยู่

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.