Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002283572
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
89
1250
14470
14470
28700
53380
2283572

Forecast Today
1464

4.60%
12.69%
3.24%
3.05%
0.03%
76.39%
Online (15 minutes ago):10

Your IP:54.242.25.198

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 90 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "เรารักษาธรรม ธรรมรักษาเรา"

สารบัญ

           วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้มาสโมสรประชุมที่วัดพิชโสภารามในหน้าพรรษาปี ๒๕๕๖ ก็ถือว่าเป็นอนุสรณ์ชีวิตของคณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลาย โอกาสที่เรามาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม โอกาสที่เราจะให้สิ่งเหล่านี้มันระลึกหวนคืนมาอีกครั้งหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ประเมินไม่ได้ว่าชีวิตของเรานั้นจะมีอนาคตมาอยู่ร่วมกันอย่างนี้อีกหรือไม่ เพราะว่าชีวิตนั้นเป็นของไม่แน่นอน ชีวิตนั้นมีความเสื่อม มีความสิ้น มีความชรา มีความคร่ำคร่าลงไปตามลำดับๆ เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสว่า ไม่ให้ประมาท ให้ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

           สิ่งที่คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้มาเดินจงกรมร่วมกัน มานั่งภาวนาร่วมกัน มาแผ่เมตตาร่วมกัน มาไหว้พระทำวัตรสวดมนต์สรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ มาสวดเจริญพุทธมนต์ร่วมกันนั้นถือว่าเป็นอนุสรณ์ของชีวิต ถ้าผู้ใดระลึกนึกถึงสิ่งเหล่านี้เป็นประจำแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นนิมิต เป็นเครื่องหมาย เป็นหลักฐานแห่งคุณงามความดี ถ้าผู้ใดระลึกนึกถึงบ่อยๆ บุคคลนั้นก็จะเกิดบุญบ่อยๆ ถ้าผู้ใดระลึกนึกถึงอยู่เนืองนิตย์บุญก็จะเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นเนืองนิตย์ ถ้าบุคคลใดคิดถึงบ่าย คิดถึงเช้า คิดถึงเย็น คิดถึงค่ำ บุญกุศลก็จะเกิดตั้งแต่เช้าบ่ายเย็นค่ำ นี้ในลักษณะของอนุสรณ์ของชีวิตที่เป็นบุญ

           แต่ถ้าผู้ใดป่วยเจ็บไข้ ผู้ใดจะจุติ คือละจากโลกนี้ไปแล้ว ก่อนที่จะจุติจากโลกนี้ไป ก่อนที่จะทำกาละ คือตายจากโลกนี้ไป มีนิมิตเครื่องหมายแห่งความดีที่คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมทั้งหลายได้บำเพ็ญร่วมกันไว้นี้ปรากฏแก่คณะครูบาอาจารย์หรือญาติโยมท่านใด นิมิตแห่งบุญกุศลนี้ก็จะนำญาติโยมทั้งหลายนั้นให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เพราะนิมิตเครื่องหมายแห่งความดีที่พวกเราทั้งหลายมาเดินจงกรมนั่งภาวนาแผ่เมตตานี้ เป็นนิมิตหมายที่มีพลังเป็นบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่

           ถ้าเรามีจิตใจยึดถึงบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่ที่มีพลังมาก มีอานิสงส์มาก เราก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ ถ้าเราจะป้องกันอบายภูมิชั่วกาลชั่วเวลาถ้าเรามีจิตใจยึดมั่นในบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่จริงๆ แล้วก็จะทำให้เรานั้นไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้     

           ที่เราทั้งหลายได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม ประการที่ ๑ ก็เพื่อประโยชน์ตน ประการที่ ๒ ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือประโยชน์แก่ประเทศชาติ แก่พระศาสนา แก่มวลสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่ร่วมกัน ประโยชน์นั้นแยกออกใหญ่ๆ ก็มีประโยชน์ตนกับประโยชน์แก่ผู้อื่น

           ประโยชน์ตนที่ญาติโยมคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้รับก็คือบุญกุศลเป็นเบื้องต้น ได้เห็นพระ เห็นเณร เห็นปะขาว เห็นแม่ชีเป็นจำนวนมากก็เกิดศรัทธาปสาทะเลื่อมใส ประการที่ ๒ ได้ทำทาน บ้างก็ให้ทาน บ้างก็ช่วยกันอุปถัมภ์อุปฐากค่าภัตตาหาร บ้างก็ใช้หนี้สงฆ์ บ้างก็บูชากัณฑ์เทศน์กัณฑ์ธรรม อันนี้ก็เป็นบุญเป็นทานแล้ว นอกนั้นคณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมยังมีโอกาสได้สมาทานศีล ได้รักษาศีล

           ศีลที่ญาติโยมคณะครูบาอาจารย์รักษานั้นถือว่าเป็นศีลที่บริสุทธิ์ คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมที่สมาทานศีลแล้วเป็นผู้ประคองกาย ประคองวาจา ประคองใจ ไม่ให้เกิดความโกรธ ไม่ให้เกิดความโลภ ไม่ให้เกิดความหลง ไม่ให้เกิดมานะทิฏฐิตัณหาในขณะที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ขณะที่เราเดินจงกรมขวาย่างหนอ มันเกิดความโกรธขึ้นมาเราก็กำหนด “โกรธหนอๆ” มันเกิดความหงุดหงิดขึ้นมาก็ “หงุดหงิดหนอๆ” มันเกิดความเกียจคร้านขึ้นมาก็ “เกียจคร้านหนอๆ” กำหนดลงไปที่ใจของเรา

           เพราะฉะนั้นศีลของบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมจึงเป็นศีลที่บริสุทธิ์ เพราะกำหนดจิตอยู่ตลอดเวลา กำหนดกาย กำหนดวาจาอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าศีลที่คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมทั้งหลายได้มารวมกันประพฤติปฏิบัติธรรม สมาทานศีลนั้นจึงเป็นศีลที่มีพลัง เป็นมหัคคตศีล ศีลที่มีอานุภาพมาก เพราะเป็นศีลที่กำหนด กาย วาจา ใจ ไม่ให้ล่วงเกิน อย่ากล่าวไปถึงกายกับวาจา ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมรักษาแม้ใจ ศีลที่คณะญาติโยม คณะครูบาอาจารย์ที่บำเพ็ญตบะ คือการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น จึงเป็นศีลที่น่าสรรเสริญ น่าบูชา

           นอกจากจะได้สมาทานศีลแล้วก็ยังเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้ฟังธรรม ก็มีคณะครูบาอาจารย์หลากหลายมาแสดงทัศนคติแห่งธรรม มาแสดงอุบายแห่งธรรมที่ตนเองได้ค้นคว้า ได้สดับ ได้ประทับจิตประทับใจ

           ครูบาอาจารย์แต่ละรูปนั้นมีอุปนิสัยไม่เหมือนกัน มีวาสนาบารมีไม่เหมือนกัน มีแนวทางประพฤติของตนๆ นั้นไม่เหมือนกัน ครูบาอาจารย์แต่ละรูปๆ นั้น แทงตลอดซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นต่างกัน วิถีชีวิตบุพกรรมสิ่งต่างๆ ที่นอนเนื่องในขันธสันดานนั้นต่างกัน เพราะฉะนั้นการแสดงธรรม การกล่าวธรรมก็ต่างๆ กัน เรียกว่า นานาธรรม ธรรมนั้นต่างๆ กัน

           คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายที่ได้มาสดับรับฟังก็ถือเอาแต่เนื้อหาที่เป็นสาระ เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เนื้อหาที่ตรงกับจริตนิสัยของเรา ที่จะน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรมตลอดจนถึงพระนิพพานนั้นได้ เราก็อาศัยธรรมะส่วนนั้นไปปลอบประโลม ไปประคับประคองชีวิตของเราให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา เพราะชีวิตนั้นต้องมีธรรมค้ำประคอง ต้องมีธรรมนั้นคอยอุ้มชู สนับสนุน ต้องมีธรรมคอยส่งเสริม ต้องมีธรรมคอยโอบคอยอุ้ม คอยปกคอยคลุมไว้ตลอดเวลา

           แต่ถ้าชีวิตผู้ใดไม่มีธรรมคอยประคับประคอง ชีวิตผู้ใดไม่มีธรรมคอยสนับสนุน ชีวิตผู้ใดไม่มีธรรมคอยโอบคอยอุ้ม คอยปกคอยคลุมแล้ว ชีวิตของบุคคลนั้นก็จะร้อนด้วยอำนาจของไฟคือราคัคคิ ไฟคือราคะ โทสัคคิ ไฟคือโทสะ โมหัคคิ ไฟคือโมหะ หรือว่าไฟคือกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดต่างๆ มันก็จะแผดเผาทำให้จิตใจของบุคคลนั้นเร่าร้อนแล้วก็ไหม้เกรียมไปตามอำนาจของกิเลสที่มันปรากฏขึ้น บางคนก็ไหม้พอลนๆ พอขนไหม้นี้แหละ บางคนก็ไหม้จนขนคิ้วมันหมดไป ขนหัวมันหมดไป บางคนก็ปางตาย บางคนก็ถึงกับตายไปเลย อันนี้คือลักษณะของกิเลสที่มันแผดเผาจิตใจของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

           เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสว่า มีธรรมเป็นเครื่องค้ำประคอง ถ้าชีวิตของผู้ใดมีธรรมเป็นรั้ว มีธรรมเป็นกำแพง ไม่ก้าวล่วงอาณาเขตแห่งธรรม ชีวิตของบุคคลนั้นก็จะอยู่ในกรอบ อยู่ในข่าย อยู่ในการรักษาของธรรม

           ท่านกล่าวว่าธรรมจะรักษาเราหรือไม่รักษาเรานั้น ดูที่ว่าเรานั้นรักษาธรรมหรือไม่ ถ้าเรารักษาธรรม ธรรมก็รักษาเรา ท่านกล่าวอย่างนั้น เรารักษาศีล ศีลก็รักษาเรา เรารักสมาธิเราเจริญสมาธิ เมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นเป็นสมาธิแล้ว สมาธิมันก็รักษาจิตใจของเราให้เกิดปีติ เกิดความเย็น เกิดความนุ่มนวล เกิดความสุขุมคัมภีรภาพขึ้นมา เพราะอะไร เพราะสมาธิรักษาเรา ทำไมสมาธิรักษาเรา เพราะเรารักษาสมาธิไว้ไม่ให้เสื่อม ให้สมาธินั้นเกิดขึ้นในจิตในใจของเราอยู่ตลอดเวลา วิปัสสนาจะรักษาเรา เราต้องรักษาวิปัสสนานั้นให้ดีๆ อย่าให้วิปัสสนานั้นมันเสื่อม อย่าให้วิปัสสนานั้นมันเศร้าหมอง อย่าให้วิปัสสนานั้นมันขาด มันทะลุ มันด่าง มันพร้อย หรือว่าอย่าให้วิปัสสนานั้นมันเสื่อมสิ้นไป ให้เรารักษาวิปัสสนาด้วยการเดินจงกรม นั่งภาวนา กำหนดทันรูปทันนามให้ทันปัจจุบันธรรมอยู่ตลอดเวลา วิปัสสนาก็จะรักษาเรา เมื่อวิปัสสนารักษาเราวิปัสสนาก็จะเป็นตัวปัญญา

           ผู้ใดเจริญวิปัสสนา ผู้นั้นก็จะรู้อาการคู้ อาการเหยียด อาการก้ม อาการเงย ผู้นั้นก็จะรู้เท่าทันอาการพอง อาการยุบ ผู้นั้นก็จะรู้เท่าทันอาการยก อาการย่าง อาการเหยียบ ผู้นั้นจะรู้เท่าทันอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของรูปของนาม อันนี้เป็นลักษณะของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ผู้ใดที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจะรู้เท่าทันความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของรูปของนาม

           สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกมนุษย์ก็ดี ในเทวดาก็ดี ในพรหมโลกก็ดี ท่านกล่าวว่าไม่มีอะไร มีแต่รูปกับนาม ถ้าผู้ใดรู้ทันความเกิดขึ้นของรูปของนาม รู้ทันความตั้งอยู่ของรูปของนาม รู้ทันความดับไปของรูปของนามแล้ว บุคคลนั้นก็ชื่อว่าเป็นอยู่โดยวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นกำแพง มีวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นเรือนใจ บาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงจะได้ช่องเข้าไปทำร้ายจิตใจของบุคคลนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้เจริญด้วยสติ เป็นผู้มีธรรมคือสตินั้นเป็นกำแพง สติ เตสํ นิวารณํ มีสติเป็นเครื่องกางกั้นบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ให้เข้าไปสู่จิตสู่ใจของคนทั้งหลายทั้งปวง

           เพราะฉะนั้นเรารักษาวิปัสสนากัมมัฏฐานตราบใด วิปัสสนากัมมัฏฐานก็จะรักษาเราตราบนั้น ไม่ใช่ว่าเรารักษาวิปัสสนากัมมัฏฐานมากมาย แต่วิปัสสนานั้นโกงไม่รักษาเราเลยอะไรทำนองนั้นเป็นไปไม่ได้ ธรรมะเป็นสัจธรรม ผู้ใดทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น เมื่อเรารักษาวิปัสสนา วิปัสสนาก็จะรักษาเรา นอกจากวิปัสสนาจะรักษาเราแล้วบุคคลผู้มาเกี่ยวข้องกับเราก็จะได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับความเห็นแก่ตัว ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่เป็นคนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คนที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานพยายามเพียรที่จะละอารมณ์ ความโกรธ ความหงุดหงิด ความรำคาญ เพียรที่จะละความโกรธ ความโลภ ความหลง เพียรที่จะละสิ่งที่เป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เพียรที่จะละตัณหา เพียรที่จะละอุปาทาน เพียรที่จะละออกจากจิตจากใจอยู่เป็นประจำ

           เพราะฉะนั้นผู้ที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นจึงเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ เป็นผู้มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นผู้ที่มีจิตใจปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เพราะอะไร เพราะเป็นผู้สละอยู่เป็นประจำ ถึงจะไม่เห็นเขาสละทรัพย์สมบัติ สร้างอาคารปฏิบัติธรรม สร้างโรงครัว ถวายเป็นค่าภัตตาหารต่างๆ แต่เขาสละภายใน สละอยู่เป็นประจำ

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.