Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002283570
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
87
1250
14470
14470
28698
53380
2283570

Forecast Today
1464

4.60%
12.69%
3.24%
3.05%
0.03%
76.39%
Online (15 minutes ago):8

Your IP:54.242.25.198

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 88 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "ดูจิตดูใจ"

สารบัญ

           ต่อไปก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์พระกัมมัฏฐาน การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์พระกัมมัฏฐานก็คือการตั้งสติ ตั้งสัมปชัญญะไว้ที่รูปที่นามที่อาการของเรากำหนดอยู่

           เรากำหนดอาการพองอาการยุบ มีสติกำหนดรู้ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม กาย เวทนา จิต ธรรมนั้นจึงถือว่าเป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐาน ฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ได้ยกจิตของตนขึ้นสู่อารมณ์ของพระกัมมัฏฐานกำหนดให้ทันอาการพองอาการยุบ พยายามมีสติให้ทันปัจจุบันธรรม

           การกำหนดบทพระกัมมัฏฐาน จะเป็นพระใหม่ก็ตาม จะเป็นพระปานกลางก็ตาม หรือจะเป็นพระเก่าที่เคยปฏิบัติธรรมมานานตลอดถึงญาติโยมทุกท่านที่มาเก่ามาใหม่ก็ตาม ถ้าเราไม่กระทำทุกวันๆ อาการของกัมมัฏฐานก็เศร้าหมองได้

           เหมือนกับเรือนของเรา เราจะปัดกวาดดีอย่างไรกุฏิเราจะปัดกวาดดีอย่างไรปิดประตูกระจกหน้าต่างดีอย่างไรฝุ่นมันก็ยังเข้าได้ เราทิ้งกุฏิทิ้งบ้านทิ้งเรือนสองสามวัน พอกลับไปแล้วบ้านเรือนของเรานั้นรกรุงรังไปด้วยฝุ่นละอองต่างๆ เรียกว่าความเศร้าหมองของบุคคลผู้ไม่ทำความสะอาดบ้านเรือน

           จิตใจของเราก็เหมือนกัน ถ้าเรามัวแต่ทำการงานอย่างอื่นไม่ดูจิตดูใจของเราแล้วจิตใจของเราก็จะเศร้าหมอง จิตใจของเราเศร้าหมองเพราะอะไร เพราะกิเลสเป็นเครื่องจรมา หมายความว่ากิเลสนั้นไม่ได้อยู่ที่ใจของเราแต่มันจรมาจากที่อื่น มาเกิดขึ้นที่ใจของเรา

           อย่างเช่นความโกรธก็ไม่ใช่ว่าเป็นของบุคคลนั้นเลยทีเดียว แต่คนทั้งหลายทั้งปวงนั้นอาศัยสิ่งภายนอกแล้วมาทำให้จิตใจของเราเกิดความโกรธขึ้นมา ราคะก็ไม่ใช่ของบุคคลนั้นแต่ว่าเป็นสิ่งภายนอกมาทำให้เกิดขึ้นในใจของบุคคลนั้น ความหลง โมหะต่างๆ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นทุนเดิมของบุคคลนั้นแต่ว่าอาศัยวัตถุภายนอก แล้วทำจิตทำใจของบุคคลนั้นให้ลุ่มหลงเกิดขึ้นที่ใจของบุคคลนั้นอีกภายหลังท่านกล่าวว่าเป็นกิเลสที่จรมา

           องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสในตอนหนึ่ง ตอนที่ว่าด้วยตัณหาท่านกล่าวว่าตัณหาทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ใช่รูป รูปไม่ใช่ตัณหา เสียงไม่ใช่ตัณหา กลิ่นไม่ใช่ตัณหา โผฏฐัพพะไม่ใช่ตัณหา แต่ว่าตัณหามันคืออะไร ตัณหาไม่ใช่รูป ไม่ใช่รส ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่สัมผัสแล้วตัณหานั้นคืออะไร

           องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า รูปก็ตั้งอยู่ในลักษณะอย่างนั้นแหละไม่ใช่ตัณหา แต่ความที่เป็นตัณหาที่แท้จริงนั้นก็คือความดำริของเรา คือความคิดของเราที่ไปยึดมั่นอุปาทานในรูปนั้น วิตกวิจาร ปรุงแต่งให้เกิดตัณหาขึ้นมา

           อย่างเช่นเราเห็นรูป รูปหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างหน้าของเรา คนทั้งหลายทั้งปวงที่นั่งอยู่ด้วยกันก็เห็นด้วยกัน แต่คนทั้งหลายทั้งปวงที่เห็นรูปเหมือนกัน อย่างเดียวกัน แต่บางรูปบางคนอาจจะเกิดราคะ อาจจะเกิดความกำหนัด แต่บางรูปบางท่านอาจจะเกิดความปฏิฆะ ความขัดเคือง บางรูปบางท่านอาจจะเกิดโมหะความลุ่มหลงเป็นอวิชชาเป็นความไม่รู้ไปในลักษณะอย่างนี้ รูปนั้นไม่ใช่ตัวตัณหา แต่ตัวตัณหาที่แท้จริงนั้นก็คือความคิดความดำริของเรา

           ราคะก็เหมือนกัน รูปไม่ใช่ราคะ เสียงไม่ใช่ราคะ กลิ่นไม่ใช่ราคะ การสัมผัสต่างๆ นั้นไม่ใช่ราคะ ราคะที่แท้จริงก็คือความดำริของเรานี้แหละไปกำหนัดในรูป ไปกำหนัดในเสียง จิตของเราไปกำหนัดในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ก็เกิดเป็นราคานุสัยขึ้นมา เป็นเครื่องหมักดองในจิตในใจขึ้นมา

           รูปไม่ใช่โทสะ เสียงไม่ใช่โทสะ กลิ่นไม่ใช่โทสะ การสัมผัสถูกต้องอารมณ์ต่างๆ ก็ไม่ใช่โทสะ แต่มันเป็นความคิดของเราที่เกิดความไม่ชอบใจขึ้นมาก็ไปยึดในรูปในเสียงนั้นก็เกิดปฏิฆานุสัยขึ้นมา เกิดปฏิฆะเป็นเครื่องหมักดองอยู่ในจิตในใจขึ้นมา

           หรือว่าโมหะ รูปก็ไม่ใช่โมหะ เสียงก็ไม่ใช่โมหะ กลิ่นก็ไม่ใช่โมหะแต่ว่าโมหะนั้นมันเกิดขึ้นมาจากความไม่รู้ ความไม่รู้นี้แหละชื่อว่าเป็นอวิชชานุสัยขึ้นมา เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเราต้องพยายามชำระกาย ชำระจิตของเราให้สะอาด ให้หมดจดจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น

           การภาวนา ถึงเราจะเคยประพฤติปฏิบัติธรรมมานานแต่ก็ต้องเดินจงกรมทุกวัน ต้องนั่งภาวนาอบรมจิตทุกวัน เมื่อไรที่เรายังไม่หมดกิเลส ยังไม่สิ้นตัณหา ยังไม่ถึงฝั่งคือพระนิพพาน ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นพระขีณาสพเราก็ต้องบำเพ็ญบารมี เดินจงกรม นั่งภาวนาทุกวันๆ

           แม้แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อใหญ่ของเราก็ประพฤติปฏิบัติธรรมทุกวันๆ คณะครูบาอาจารย์เห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อมีร่างกายไม่แข็งแรง เวลาเดินก็ต้องจับมือพยุงกันไปในลักษณะอย่างนี้ ถึงเวลานั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็นั่งภาวนาทุกวันๆ ในพรรษานั้นท่านก็นั่งเวลาทำวัตรเย็น ทำวัตรเย็นนี้ท่านจะนั่งภาวนาประมาณ ๑ ชั่วโมงทุกวันๆ

           ถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะประพฤติปฏิบัติธรรมมาถึงขนาดนี้แล้ว รู้ว่ากิเลสตัณหามันเป็นอย่างไรก็รู้แล้วแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ยังนั่งภาวนาทุกวันๆ เพราะอะไร เพราะการนั่งภาวนาจะเป็นการยังจิตให้เข้าสู่ฌานธรรม จะเป็นปฐมฌาน ทุติยฌานก็ตามก็ถือว่าเป็นเรือนแก้วของพระอริยบุคคลทั้งหลายทั้งปวง หรือการยังจิตยังใจให้เข้าสู่ความสงบเป็นผลสมาบัติของบุคคลผู้ผ่านการปฏิบัติธรรมแล้ว

           ถ้าผู้ใดผ่านการปฏิบัติธรรมนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป บุคคลนั้นก็สามารถเข้าสู่ผลสมาบัติได้ จะเป็นการเข้าสู่ผลของพระโสดาบันก็ดี เข้าสู่ผลของพระสกทาคามี อนาคามี หรือพระอรหันต์ เข้าสู่ผลของแต่ละบุคคล แต่ละตน เรียกว่าเข้าสู่ผลของกันไม่ได้ เวลามาประพฤติปฏิบัตินั่งภาวนาถ้าบุคคลใดสามารถยังจิตยังใจให้เข้าสู่ผลสมาบัติได้ชั่วช้างพัดหูงูแลบลิ้นไก่ตบปีก ก็ชื่อว่าบุคคลนั้นมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะว่าผลสมาบัตินั้นมีนิพพานเป็นอารมณ์ เมื่อมีนิพพานเป็นอารมณ์แล้วญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงที่มาทำบุญทำทานก็ได้บุญมากอานิสงส์มากเหลือล้นพ้นประมาณ เพราะอะไร เพราะบุคคลนั้นได้ยังจิตยังใจให้เข้าถึงพระนิพพานอันเป็นแดนสงบ อันเป็นแดนแห่งความสุขที่แท้จริงแล้ว ไม่มีเคลื่อน ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตายแล้ว ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดอานิสงส์มากมายถึงจะเป็นการเข้าสู่ภาวะนั้นแค่นิดหนึ่งก็ตาม แต่อานิสงส์นั้นมันเหลือล้นพ้นประมาณ

           เพราะฉะนั้นพระผู้ใหญ่ก็ดี พระเถรานุเถระทั้งหลายก็พยายามเดินจงกรม นั่งภาวนา แผ่เมตตาเป็นประจำ ให้เราพิจารณาดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์สิ้นกิเลสสิ้นตัณหาหมดเกลี้ยงไปจากจิตจากใจเป็นผู้มีขันธ์บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้ว พระองค์ทรงยังอัตภาพขันธ์กริยาวัตรของพระองค์นั้นเป็นอย่างไร

           ถ้าเราพิจารณาดูปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั้น เราก็จะเข้าใจว่าพระองค์นั้นเดินจงกรมทุกวันตอนปัจฉิมยาม ถ้าเรากล่าวปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสังเขป ปัจฉิมยามพระองค์ท่านก็จะแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง ปัจฉิมยามถ้าเรากล่าวตามหลักก็ตั้งแต่ตี ๒ ถึง ๖ โมงเช้า ก็ประมาณ ๔ ชั่วโมง พระองค์ทรงแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง ช่วงละประมาณ ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาที เมื่อครบชั่วโมงยี่สิบนาทีพระองค์ทรงสำเร็จการเดินจงกรม พระองค์จะเดินจงกรมก่อน

           เมื่อเดินจงกรมเป็นที่เรียบร้อยแล้วประมาณชั่วโมงครึ่งพระองค์ก็สำเร็จสีหไสยาสน์ประทับนอนดุจราชสีตัวประเสริฐ พระองค์ทรงนอนบรรทมสีหไสยาสน์ชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้นพระองค์ทรงตื่นจากบรรทมขึ้นมาก็นั่งคู้บัลลังก์ นั่งสมาธิภาวนาตรวจดูสัตว์โลก ว่าบุคคลใดมีบารมีหรือไม่มีบารมีคนมีบารมีอยู่ที่ไหนพระองค์จะไปโปรดใคร พระองค์ก็ทรงพิจารณาทั้งคันธกุฏี คือตั้งแต่บันไดของพระคันธกุฏีนั้นไปทั่วรอบขอบจักรวาล แผ่ไปทั่วทุกทิศทุกทางว่าใครพอมีบารมีที่จะฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้บรรลุธรรม ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์เป็นต้น ใครจะได้ทำบุญพระองค์จะได้ไปโปรดใคร บุคคลนั้นก็เข้ามาในข่ายแห่งพระญาณของพระองค์ พระองค์ก็จะพิจารณาทุกวันๆ เป็นผู้มีพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ ถึงบุคคลนั้นจะเป็นคนยากจนข้นแค้นอนาถา หรือว่าบุคคลนั้นจะอยู่ไกลแสนไกลขนาดไหนด้วยพระเมตตาธรรมของพระองค์นั้นพระองค์ทรงเสด็จไปโปรด

           เราเห็นแล้วว่าพระองค์ทรงพิจารณาว่าใครเข้ามาในข่ายแห่งพระญาณพระองค์จะเสด็จไปโปรดหมด ไม่มีว่าพระองค์จะไม่เสด็จไปโปรด มันไกลเกินไปพระองค์ไม่ไปอะไรทำนองนี้ไม่เคยปรากฏมีในพระไตรปิฎก แต่ผู้ใดเข้ามาปรากฏในข่ายพระญาณพระองค์รู้ว่าบุคคลนั้นมีบารมีพระองค์ก็จะทรงไปโปรด แม้แต่องคุลิมาล องคุลิมาลเป็นจอมโจรเหี้ยมโหดขนาดไหนพระองค์ก็ทรงไปโปรดให้หยุดการกระทำเข่นฆ่าพยาบาทต่างๆ ให้องคุลิมาลนั้นทิ้งดาบที่เปื้อนเลือดแล้วก็น้อมวันทากราบไหว้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมาขอบวชเป็นคนดีที่ไม่กำเริบอีก มาบวชแล้วก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นการกลับร้ายกลายเป็นดีความร้ายทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่กลับเกิดขึ้นในจิตในใจขององคุลิมาลอีก ความโกรธ ความเคียดแค้น ความแก้แค้นต่างๆ ก็หมดสิ้นไปจากจิตจากใจขององคุลิมาลก็เพราะพระเมตตาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงนั่งภาวนาทุกวันๆ เป็นกิจวัตรของพระองค์

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.