Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002283549
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
66
1250
14470
14470
28677
53380
2283549

Forecast Today
1512

4.60%
12.69%
3.24%
3.05%
0.03%
76.39%
Online (15 minutes ago):17

Your IP:54.242.25.198

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 68 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "บาปเป็นเหตุแห่งทุกข์"

สารบัญ

           ต่อไปก็เป็นชั่วโมงภาวนาก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้พยายามทำจิตทำใจให้สงบ พยายามสลัดความง่วงเหงาหาวนอน พยายามทำจิตใจให้แช่มชื่น ให้เบิกบาน ทำจิตให้ร่าเริง เพราะถ้าจิตของเราแช่มชื่น ร่าเริง เบิกบานในวันใด วันนั้นเราส่วนมากได้สมาธิในวันนั้นๆ ถ้าวันไหนจิตใจของเรามันเซื่องซึมท้อถอยท้อแท้ฟุ้งซ่านรำคาญหงุดหงิดต่างๆ ในวันนั้นส่วนมากไม่ค่อยได้สมาธิ ส่วนมากก็จะกำหนดบทพระกรรมฐานไม่ทันปัจจุบันธรรม

           แต่ถ้าวันไหนจิตใจของเราร่าเริงเบิกบานแช่มชื่นปลอดโปร่ง จิตใจไม่มีความกังวล ไม่มีความปรุงแต่งฟุ้งซ่านในวันนั้นเราควรปรารภความเพียร เราควรเร่งความเพียรของเราให้ยิ่งขึ้นไป เพราะว่าในวันนั้นๆ ส่วนมากจะสามารถยังจิตของตนให้สงบเป็นทุติยฌาน ตติยฌาน สงบเป็นสมาธิ สมาบัติได้

           การที่พวกเราทั้งหลายมาทำความสงบ ก็ขอให้พวกเราทั้งหลายนั้นจงทำจิตทำใจของเราให้ร่าเริงเบิกบาน เพราะว่าสิ่งที่เป็นความร่าเริงเบิกบานภายในจิตใจปลอดโปร่งนั้นเป็นบุญเป็นกุศล ส่วนที่จิตใจท้อถอยท้อแท้อ่อนแอมีความง่วงเหงาหาวนอนสิ่งเหล่านี้เป็นโมหะ สิ่งเหล่านี้เป็นอกุศลธรรม เป็นอกุศลจิตเป็นจิตที่ไม่เป็นบุญไม่เป็นกุศล

           เพราะฉะนั้นก็ขอให้พวกเราทั้งหลายได้สลัดความง่วงเหงาหาวนอน ก็คิดเสียเถิดว่าการที่พวกเราทั้งหลายได้เกิดมาทั้งที่เป็นพระก็ดีเป็นโยมก็ดี พวกเราทั้งหลายนั้นก็ต่างดำรงวิถีชีวิตตามกัน ญาติโยมที่เกิดขึ้นมาก็อาจจะมีครอบครัว อาจจะทำไร่ไถนา อาจจะค้าขาย อาจจะรับราชการต่างๆ อันนี้ก็ถือว่าวิถีชีวิตของแต่ละคนแต่ละท่านนั้นต่างกัน

           ส่วนคณะครูบาอาจารย์ สามเณร แม่ชีที่ได้สละบ้านสละเรือน สละครอบครัว สละรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอารมณ์ต่างๆ เข้ามาบวชในพระธรรมวินัย ก็ดำรงวิถีชีวิตไปตามเยี่ยงอย่างของสมณะ เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลายมีวิถีชีวิตดำรงต่างกัน แต่เป้าหมายของพวกเราทั้งหลายก็คือความสุขพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง

           คือคนทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นมาจะเป็นพระ เป็นเถร เป็นเณร เป็นชี เป็นญาติ เป็นโยม อุบาสก อุบาสิกา ก็ล้วนแต่รังเกียจความทุกข์ปรารถนาความสุขอยากจะพ้นไปจากความทุกข์ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ อันนี้เป็นปกติวิสัยของสัตว์โลกที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ปรารถนาที่จะพ้นไปจากความทุกข์ แต่ความทุกข์นั้นมันเกิดขึ้นเพราะเหตุอะไร คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทุกท่านลองคิดดูซิว่า ความทุกข์ที่มันเกิดขึ้นท่วมทับร่างกายและจิตใจของเรานั้นให้หม่นหมอง ให้เศร้าหมอง ให้ทุกข์ระทมจิตใจนั้นมันเกิดขึ้นมาจากอะไร

           ความทุกข์ทั้งหมดทั้งปวงจะเป็นความทุกข์ทางกายก็ดี จะเป็นความทุกข์ทางวาจาก็ดี จะเป็นความทุกข์ทางใจก็ดี เป็นความทุกข์ที่เคยมีมาแล้วในอดีตก็ดี เป็นความทุกข์ที่จะมีในอนาคตก็ดี แล้วจะมีไปเรื่อยๆ นั้น ความทุกข์เหล่านั้นมันมีสาเหตุเพราะอะไร คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมลองพิจารณาดูซิว่ามันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร

           ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวนามมาแล้ว ที่เป็นอดีตก็ดี ความทุกข์ที่เป็นปัจจุบันนี้ก็ดี ความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับเรานี้ก็ดี สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นเกิดขึ้นมาจากบาป บาปทำให้เกิดความทุกข์ จะเป็นทุกข์น้อยทุกข์ใหญ่ทุกข์ปานกลางหรือทุกข์ปางตายหรือว่าทุกข์จนสิ้นชีพดับขันธ์ไป ตายไปก็เพราะบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวง

           ให้เราพิจารณาดูว่าทำไมเราเกิดมายากจนก็เพราะว่าบาปกรรม เราเกิดมายากจนก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเกิดความทุกข์ เมื่อเราเกิดความทุกข์ ความทุกข์นี้มันมาจากไหนก็มาจากบาปกรรมคือความตระหนี่ ความมัจฉริยะ ความไม่รู้จักเกื้อกูล ความไม่รู้จักสงสาร ความไม่รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกิดมาชาตินี้ก็ไม่มีคนสงสาร ไม่มีคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำมาหากินก็ไม่ขึ้น ไปค้าไปขายก็ไม่เจริญรุ่งเรืองเพราะบาปกรรมในภพก่อนโน้นมันให้ผล

           ส่วนที่ความทุกข์มันปรากฏในปัจจุบันนี้เป็นปลายเหตุ เป็นดอกเป็นผลของบาปไม่ใช่ว่าเป็นเหตุแห่งบาปเราจึงเกิดมายากจนข้นแค้นอนาถาต้องถือกระเบื้องขอทาน ต้องถือกะลาขอข้าวต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอาบเหงื่อต่างน้ำนอนกลางดินกินกลางทรายต่างๆ เพราะอะไร ก็เพราะว่าเราเป็นคนตระหนี่มาแต่ก่อน

           เมื่อเราเกิดมาภพนี้ชาตินี้ทำไมบางท่านบางคนจึงเป็นคนแขนขาดขาขาด บางท่านบางคนก็เป็นโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หาเงินหาทองมาเท่าไรก็ไม่พอ ไปแต่โรงพยาบาลใช้ค่ายารักษาแต่ตัวเองก็ยังจะไม่รอด อันนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบาปกรรม แต่ก่อนโน้นเขาเคยเบียดเบียนสัตว์ เขาเคยฆ่าสัตว์ เขาเคยเบียดเบียนสัตว์อื่นให้ลำบากทางกายให้เดือดร้อนทางกาย ให้เจ็บปวดทางกาย ให้ทรมานทางกาย เบียดเบียนทางกาย ทางวาจา ทางใจของบุคคลอื่น ให้ได้รับความทุกข์ทรมานเกิดมาชาตินี้ตนเองก็มารับผลของบาป คือเชื้อของบาปนั้นมันเริ่มจากที่เราเบียดเบียนสัตว์อื่น ทรมานสัตว์อื่น ข่มเหงรังแกสัตว์อื่นให้เกิดความทุกข์ความลำบาก พอมาชาตินี้เราจึงเกิดมาเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ถือว่าเป็นผลของบาปที่มันตามมา เป็นผลของบาปที่มันคอยให้ผล ทำให้บุคคลผู้ทำบาปนั้นได้รับความทุกข์ ได้รับความเดือดร้อน ได้รับความทรมานสาสมกับสิ่งที่เขาเคยทำมา อันนี้เรียกว่าเป็นเหตุแห่งความทุกข์

           เราพิจารณาดูบุคคลผู้ที่ไม่มีปัญญาเกิดมาแล้วก็เป็นคนโง่ เกิดมาแล้วก็ไม่มีการศึกษาเล่าเรียน เกิดมาแล้วก็พ่อแม่ไม่มีเงินมีทองส่งเสียให้เรียน เกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นคนอาภัพไม่ได้เรียนหนังสือไม่รู้หนังสือ เป็นคนโง่ไม่เฉลียวฉลาดสังคมไม่ยอมรับ ในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นเพราะบาปกรรมที่เขาเคยกระทำมาแต่ภพก่อนชาติก่อนแต่ในปัจจุบันนี้เป็นดอกเป็นผลของเขา เขาอาจจะเคยลบหลู่บุคคลผู้เรียนธรรม เขาอาจจะเคยลบหลู่บุคคลผู้กล่าวธรรมต่างๆ ก็ทำให้เขานั้นเป็นคนโง่หรือว่าเป็นคนไม่ฉลาด

           สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาแล้วไม่มีใครปรารถนาทั้งนั้น แต่ทำไมคนทั้งหลายทั้งปวงจึงต้องยากเย็นเข็ญใจ ทำไมต้องมีโรคภัยไข้เจ็บ ทำไมต้องโง่อะไรทำนองนี้ทั้งๆ ที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ไม่เป็นความปรารถนาของคนทั้งหลายทั้งปวง แต่คนทั้งหลายทั้งปวงก็เจอสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำ อันนี้ก็เพราะว่าบุคคลทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เว้นจากบาป ไม่เว้นจากเหตุแห่งความทุกข์ เหตุแห่งบาปกรรมก็คือบาปทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นบาปทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็เป็นเชื้อแห่งความทุกข์ เป็นความโกรธ เป็นความโลภ เป็นความหลง เป็นความอิจฉาริษยา เป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นการลบหลู่ครูบาอาจารย์ เป็นการจ้วงจาบพระอริยบุคคล เป็นการดูถูกดูหมิ่นครูบาอาจารย์ พ่อแม่พี่น้อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลบหลู่พระธรรมวินัยต่างๆ สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นบาปนอกจากกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดมานะ ทิฏฐิ อุปาทานต่างๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเชื้อของบาปทั้งนั้น เป็นเชื้อของความทุกข์ทั้งนั้น

           เพราะฉะนั้นก็ขอให้พวกเราทั้งหลายจงเว้นจากบาป ถ้าผู้ใดเว้นจากบาปผู้นั้นก็จะเว้นไปจากความทุกข์ตามลำดับๆ แต่ถ้าผู้ใดไม่เว้นจากบาปบุคคลนั้นก็ไม่สามารถจะเว้นไปจากความทุกข์ได้ จะเหาะเหินเดินอากาศดำน้ำเข้าถ้ำต่างๆ ก็ไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความทุกข์ได้ จะไปเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นเทวดาก็ไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความทุกข์ได้ ก็ต้องมีความทุกข์ครอบคลุมจิตใจอยู่ เพราะอะไร เพราะเชื้อแห่งความทุกข์มันมีอยู่

           เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสในโอวาทปาติโมกว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง นี้ถือว่าเป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์ ผู้ใดเข้ามาประพฤติพรหมจรรย์แล้วไม่ละบาปอันเป็นอาทิพรหมจรรย์เบื้องต้นแล้วบุคคลนั้นจะไม่เจริญงอกงามในพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

           เพราะพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นพระธรรมวินัยที่งดเว้นจากบาปโดยจริงจัง แล้วก็เป็นพระธรรมวินัยที่ต่อยอดด้วยบุญ ต่อยอดด้วยกุศล ต่อยอดด้วยบารมี ต่อยอดด้วยคุณงามความดี ต่อยอดด้วยความบริสุทธิ์ ต่อยอดด้วยสมาธิ ต่อยอดด้วยวิปัสสนา ต่อยอดด้วยมรรคด้วยผลด้วยพระนิพพาน อันนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จะต่อยอดด้วยความดี ความบริสุทธิ์ ความรู้แจ้งเห็นจริง การปล่อยการวางการละคือการบรรลุมรรคผลนิพพาน อันนี้เรียกว่าเป็นการต่อยอดในพระธรรมวินัย

           ถ้าผู้ใดบวชเข้ามาแล้วไม่ละบาป บุคคลนั้นอยากจะเจริญอย่างไรๆ ก็ไม่เจริญ เหมือนกับเราปลูกต้นไม้แต่เราเอาของไปคว่ำต้นไม้ไว้ ต้นไม้กล้าเล็กๆ เท่ากับนิ้วมือ เราเอาถุงดำๆ ไปครอบไว้ต้นไม้นั้นก็ไม่เจริญ มีแต่เหลืองแล้วก็จะมีแต่เหี่ยวเฉาแล้วก็จะตายไป เพราะอะไร เพราะไม่ได้รับแสงแดด

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.