Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002283550
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
67
1250
14470
14470
28678
53380
2283550

Forecast Today
1512

4.60%
12.69%
3.24%
3.05%
0.03%
76.39%
Online (15 minutes ago):18

Your IP:54.242.25.198

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 69 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "การพิจารณา"

สารบัญ

           ต่อไปก็ให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้ทำจิตทำใจให้สงบ การทำจิตทำใจให้สงบถือว่าเป็นการให้พลังแก่ชีวิตของเรา ชีวิตของผู้ใดมีความสงบมาก ผู้นั้นก็จะมีพลังมาก

           ผู้ใดมีจิตใจที่สงบแน่นิ่ง เยือกเย็นสุขุมคัมภีรภาพ มีจิตใจสงบจนถึงอุปจารสมาธิ มีใจสงบจนถึงปฐมฌาน มีใจสงบจนถึงทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เป็นต้น พลังจิตของบุคคลนั้นแกร่งกล้า บุคคลนั้นก็จะเป็นผู้มีพลังชีวิต สามารถที่จะทำอะไรๆ หลายๆ อย่างนั้นให้สำเร็จได้ เพราะอะไร เพราะว่ามีกำลังจิตกำลังใจที่แข็งแกร่ง มีกำลังจิตกำลังใจที่มุ่งมั่นและมั่นคง เพราะฉะนั้นการทำจิตทำใจให้สงบนั้นจึงเป็นความสุขที่พบหาได้ไม่ยากนัก และก็ไม่ง่ายนัก

           บุคคลทั้งหลายทั้งปวงค้นหาความสงบ ส่วนมากค้นหาความสงบนอกตัว ไปพักผ่อนตามบ้านพักตากอากาศ ตามริมทะเล หรือว่าตามภูเขาต่างๆ ที่คิดว่าจะเป็นมุมสงบ คนส่วนมากจะแสวงหาความสงบในลักษณะอย่างนี้

           แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนานั้น ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้ต้องการความสงบนั้นต้องดึงจิตออกจากภายนอก ดึงจิตออกจากอารมณ์ภายนอกทั้งหลายทั้งปวง จะเป็นรูปก็ดี จะเป็นเสียงก็ดี จะเป็นกลิ่นก็ดี จะเป็นรสก็ดี จะเป็นสัมผัสหรืออารมณ์ต่างๆ ถ้าจิตใจของเราไม่ข้องแวะกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นแล้วใจของเราก็จะสงบเองตามธรรมชาติ คล้ายๆ กับว่าน้ำที่ไม่มีลมมากรรโชก ไม่มีลมมากระทำให้กระเพื่อม หรือไม่มีบุคคลหรือสิ่งอื่นเป็นเหตุให้น้ำนั้นกระเพื่อมน้ำนั้นมันก็สงบนิ่งเป็นธรรมชาติของมัน

           จิตใจของเราก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีลมคือรูปก็ดี ลมคือเสียง คือกลิ่น คือรส ไม่มีเหตุคือรูป คือเสียง คือกลิ่น คือรส สัมผัส คืออารมณ์ต่างๆ นั้นมากระทบจิตใจของเรา จิตใจของเราก็สงบตามธรรมชาติ อันนี้เรียกว่าเราหาความสงบตามธรรมชาติหาได้ด้วยการละอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง

           การละอารมณ์ การทิ้งอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นถึงซึ่งภาวะที่แท้จริง ถ้าเราไม่ละอารมณ์ ไม่ทิ้งอารมณ์ ไม่ปล่อยอารมณ์เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงภาวะของจิตที่แท้จริงได้ เพราะอะไร เพราะถูกปกปิด เพราะถูกปิดบัง ถูกซ่อนเร้นด้วยอารมณ์ใหม่ที่มาปกคลุม ก็ทำให้เรานั้นไม่เห็นสภาพของจิตที่แท้จริงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นการทำจิตทำใจของเราให้สงบ เป็นสมาธินี้ จึงถือว่าเป็นเบื้องต้นที่เราจะค้นคว้าแสงสว่างในทางพระพุทธศาสนา

           แต่ถ้าเรามีจิตใจไม่สงบ จิตใจฟุ้งซ่าน จิตใจรำคาญ จิตใจเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอยากมากด้วยตัณหาต่างๆ เราจะแสวงหาแสงสว่างในทางพระพุทธศาสนานั้นยิ่งแสวงหาก็ยิ่งมืด ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งลำบาก ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งตัน เพราะอะไร เพราะเราแสวงหาผิดทาง

           การแสวงหาแสงสว่างในทางพุทธศาสนานั้นเราต้องมีความสงบเป็นเบื้องต้น มีความสงบกาย มีความสงบใจด้วยศีล ศีลนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ คณะครูบาอาจารย์บางรูป ญาติโยมบางท่านอาจจะคิดว่าการสมาทานศีลมันไม่สำคัญ เราประพฤติปฏิบัติธรรมมันก็เป็นศีลอยู่แล้วอะไรทำนองนี้ ศีลนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่าเป็นอาทิพรหมจรรย์ เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ในเบื้องต้น ที่เราสวดประจำ สวด ยถาปจฺจยํ พิจารณาปฏิกูล แล้วก็มา ปฏิสงฺขา โยนิโส ทำไมจึงพาคณะครูบาอาจารย์สวดอย่างนี้ กระผมก็สงสัยในเบื้องต้น แต่เมื่อพิจารณาแล้วถือว่าเป็นความแยบยลของครูบาอาจารย์

           กระผมได้ไปอ่านในหนังสือของหลักสูตรเปรียญธรรม ๕ ประโยค ๖ ประโยคนี้แหละ อ่านนานแล้วประมาณ ๒๐ กว่าปีแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓, ๒๕๓๔ ในสมัยนั้นก็พรรษายังไม่เยอะก็ไปอ่าน อ่านแล้วท่านกล่าวไว้ว่าภิกษุผู้ไม่สำรวมในปัจจัย ๔ ไม่สำรวมในจีวร ไม่สำรวมในเสนาสนะ ไม่สำรวมในบิณฑบาต ไม่สำรวมในยารักษาโรคต่างๆ ผู้ไม่สำรวมในปัจจัย ๔ ไม่พิจารณาปัจจัย ๔ นั้นย่อมต้องอาบัติ บางครั้งก็ต้องอาบัติทุกกฎ อาบัติทุพภาสิต บางอย่างก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ นี้เรียกว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมา

           ท่านกล่าวว่าถ้าภิกษุฉันอาหารไม่พิจารณา เมื่อฉันอาหารไม่พิจารณา ฉันปัจจัย ๔ บริโภคปัจจัย ๔ ไม่พิจารณา ท่านกล่าวว่า ถือว่าเป็นอาบัติ ถึงแม้ว่าเราจะประเคนถูกต้องทุกอย่างดีหมด แต่เวลาฉันนั้นเราไม่พิจารณาขาดสติส่งจิตไปที่อื่นมัวพูดมัวคุยกันเกินไป อันนี้ท่านก็ปรับอาบัติเหมือนกัน ต้องอาบัติทุกกฎ เมื่อเราต้องอาบัติทุกกฎก็เป็นทุกกฏะ ก็แปลว่าสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่งาม เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ปลงอาบัติ

           ท่านกล่าวไว้ต่อไปว่า ถ้าภิกษุทั้งหลายที่ฉัน ที่บริโภคปัจจัย ๔ นั้นไม่พิจารณาต้องอาบัติตามที่กล่าวมาแล้ว เมื่อมาพิจารณา ยถาปจฺจยํ พิจารณาเป็นของปฏิกูลปัจจัย ๔ ภิกษุทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็บริสุทธิ์จากอาบัติทั้งหลายทั้งปวงนั้นได้ มาพิจารณา ยถาปจฺจยํ นั้นเป็นตัวสรุปแก้ไขความผิดพลาด ความพลั้งเผลอสติ ทำให้เราบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ แล้วท่านกล่าวว่าถ้าเราลืมพิจารณา ยถาปจฺจยํ เรามาพิจารณา ปฏิสังขาโย ย้อนหลังในลักษณะอย่างนี้ เราก็สามารถที่จะบริสุทธิ์จากอาบัติทั้งหลายทั้งปวงที่เราพลั้งเผลอสตินั้นได้

           แล้วท่านยังกล่าวต่อไปว่าถ้าเราไม่ได้พิจารณา ยถาปจฺจยํ ปฏิกูล แล้วก็ไม่พิจารณา ปฏิสงฺขา โยนิโส แล้ว ท่านกล่าวว่าภิกษุนั้นต้องปลงอาบัติ ถ้าปลงอาบัติแล้วก็เป็นอันบริสุทธิ์บริบูรณ์อันนี้ท่านกล่าวไว้ เพราะฉะนั้นการพิจารณา ยถาปจฺจยํ ปฏิกูลก็ดี ปฏิสังขาโยก็ดี ปลงอาบัติก็ดี จึงถือว่าเป็นการคุ้มครองศีลของพระภิกษุนั้นให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เป็นการเพิ่มมูลค่าอานิสงส์ของการให้ทานนั้นแก่ญาติแก่โยม

           เพราะว่าถ้าภิกษุมีศีลเศร้าหมอง ไม่มีสมาธิ ไม่มีวิปัสสนาไม่มีปัญญา ไม่มีมรรคมีผล เบื้องต้นศีลเศร้าหมอง ญาติโยมที่มาโปรยทานที่มาเกลี่ยทานลงในหมู่สงฆ์ผู้มีศีลเศร้าหมองแล้ว อานิสงส์นั้นมันก็เศร้าหมองเป็นธรรมดา เหมือนกับนาที่เต็มไปด้วยวัชพืช มีหญ้าเป็นดินที่ไม่ร่วน เป็นดินที่ขาดปุ๋ยดำนาลงไปแล้วข้าวกล้าก็ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร เพราะอะไร เพราะว่านาดินนั้นมันไม่สมบูรณ์ นานั้นเป็นนาไม่ดี

           นาคือศีลก็เหมือนกัน ถ้าศีลของภิกษุไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ก็ทำให้ญาติโยมที่มาโปรยทาน มาเกลี่ยทานนั้นได้อานิสงส์น้อย ถ้าเราพิจารณา ยถาปจฺจยํ, ปฏิสงฺขา โยนิโส ปลงอาบัติอยู่เป็นประจำก็เท่ากับเราเพิ่มมูลค่าให้แก่ญาติโยม เพิ่มอานิสงส์ให้แก่ญาติโยมมากขึ้น เพราะความบริสุทธิ์บังเกิดขึ้นแก่ผู้ใด ญาติโยมท่านใดโปรยทานลงในผู้นั้น ผู้นั้นย่อมเป็นเนื้อนาบุญของโลก เพราะฉะนั้นการปลงอาบัติก็ดี ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น โบราณาจารย์ท่านจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายนั้นควรทำทุกวันๆ เป็นกิจวัตร เพราะอะไร เพราะเป็นการคุ้มครอง บางอย่างก็เป็นไปด้วยพระวินัย บางอย่างเราทำวัตรไปก็เพื่อเป็นการพิจารณาธรรมอย่างที่เรากล่าวว่า ชราธมฺโมมฺหิ ชรํ อนตีโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ถ้าเราพิจารณาในลักษณะอย่างนี้ เราพิจารณาตอนเย็น ถ้าเราพิจารณาด้วยจิตใจที่ลงถึงธรรมจริงๆ พิจารณาถึงความแก่จริงๆ จิตใจของเราก็จะไม่ลิงโลดจนเกินไป จิตใจของเราก็จะไม่ประมาทจนเกินไปเพราะเราพิจารณาเห็นคนแก่

           การพิจารณาความแก่นั้นถ้าบุคคลใดเป็นผู้ฉลาดหน่อยก็สามารถที่จะพิจารณาได้ง่าย ถึงว่าตนเองยังไม่แก่ ถึงว่าตนเองหนังยังไม่เหี่ยว ถึงว่าตนเองผมยังไม่หงอก ฟันยังไม่หลุด ตายังไม่ฝ้าฟางหลังยังไม่คดงอ หลังยังไม่โค้ง การเดินการไปยังสบายดีอยู่ก็ตาม

           แต่ถ้าเราชำเลืองมองดูคนแก่ใกล้ๆ เราก็จะเห็นว่าแต่ก่อนโน้นยายที่มีผมหงอก ตาที่มีตาฝ้าฟางเดินไม่สะดวกที่อยู่ข้างๆ เรานี้ แต่ก่อนโน้นคุณยายก็ดี คุณตาก็ดี ก็เป็นหนุ่มเหมือนกันกับเรา มีหนังอันเปล่งปลั่ง มีผิวหนังอันงดงาม มีการเดินไปเดินมาที่สะดวกมีตาที่ใสแวววาว ถ้าเราพิจารณาในลักษณะอย่างนี้ เราก็จะเห็นความแก่เป็นสิ่งที่พวกเราทั้งหลายนั้นควรที่จะให้เกิดความสลดสังเวช

           ถ้าผู้ใดมาประพฤติปฏิบัติธรรม เมื่อมาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วพิจารณาความแก่แล้วยังไม่เกิดความสลดสังเวช การประพฤติปฏิบัติธรรมของบุคคลนั้นเป็นไปได้ยาก ผู้ใดยังลิงโลดอยู่ในสังขารร่างกาย ยังไม่เห็นโทษของสังขาร ยังไม่เห็นโทษของรูปของนาม ยังไม่เห็นความเสื่อมสิ้นไปแห่งรูปแห่งนาม ยังไม่เห็นรูปนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมของบุคคลนั้นเป็นไปได้ยากมาก

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.